ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > รายงานพิเศษ I ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ (สยามรัฐ)

รายงานพิเศษ I ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ (สยามรัฐ)

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 8 พ.ย. 2559 เปิดอ่าน : 23,032 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
รายงานพิเศษ I ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ (สยามรัฐ)

Advertisement

 
โดย วารินทร์ พรหมคุณ
 
คลี่ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ความท้าทายภายใต้พลวัตของโลกศตวรรษที่ 21
 
ทันทีที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีเป้าหมายหลักให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักประเทศกำลังพัฒนาก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามอย่างประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์และมาเลเซีย 
ในมิติของ "การศึกษา" ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมียุทธศาสตร์การศึกษาชาติ อันเป็นกรอบการพัฒนาระยะยาว ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐ ซึ่งแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่มีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำหน้าที่เป็นเสาหลัก นั้นได้วางกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาของไทยไว้อย่างมีนัยสำคัญหลายประการ วันนี้ข่าวการศึกษา "สยามรัฐ" มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการ สกศ. เพื่อคลี่ยุทธศาสตร์การศึกษาของไทย ภายใต้ธรรมนูญการศึกษาฉบับใหม่ที่จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปีหน้า...
 
โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือเรื่องของการจัดการข้อมูลสารสนเทศ ซึ่ง ดร.กมล กล่าวว่า
 
"...การบริหารข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารการจัดการการศึกษา โดยรวมแล้วจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นระบบจัดการข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารโรงเรียน แต่ละโรงเรียนจะมีข้อมูลจำนวนเด็ก จำนวนครูห้องเรียน รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา อีกส่วนหนึ่ง จะเป็นข้อมูลกลางของหน่วยงานระดับกรม หรือระดับสำนักงาน นั่นก็คือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับส่วนบริหารการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนโรงเรียน จำนวนครู งบประมาณทางการศึกษา
 
ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ ถือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโดยตรง เนื่องจากปัจจุบันเรายังมีจุดอ่อนในเรื่องของข้อมูลสารสนเทศของเด็ก ซึ่งไม่มีตัวเลขเด็กที่แน่นอน ขาดความชัดเจนในกรณีที่เด็กมีการเคลื่อนย้ายหรือออกกลางคัน ฉะนั้นระบบนี้จะเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลสารสนเทศของกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะทำให้มีรายชื่อ มีรหัสประจำตัวเด็กเป็นรายบุคคลตามเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีระบบข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบฯรายหัวให้กับเด็กและโรงเรียนได้ครบถ้วนและเหมาะสมยิ่งขึ้น..."
 
ดร.กมล กล่าวต่อไปว่า นอกจากข้อมูลเด็กแล้ว ก็ยังมีเรื่องสำคัญคือ ข้อมูลครู
 
"...กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีข้อมูลครูซึ่งหลายพื้นที่ขาดแคลนและในหลายพื้นที่ก็จะมีครูเกิน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีข้อมูลครูที่ชัดเจน ทั้งการขาดแคลนในสาขาวิชาต่างๆ หรือครูเกินในพื้นที่นั้นๆ ก็สามารถทำให้เราเกลี่ยครูได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ฉะนั้นถ้ากล่าวโดยรวมก็คือในส่วนของระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหาร จะเน้นไปที่ข้อมูลระดับสถานศึกษา และข้อมูลระดับหน่วยงาน ที่สำคัญก็คือการใช้ข้อมูลสารสนเทศ ก็นำไปเพื่อการจัดสรรงบฯ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสูตรการเรียนการสอน แต่เราก็ถือว่าเป็นเรื่องของระบบข้อมูลสารสนเทศเช่นเดียวกัน นั่นก็คือข้อมูลด้านองค์ความรู้ หรือข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ก็จะมีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อจะเอาสื่อการเรียนรู้ นำเอาซอฟต์แวร์ต่างๆ เข้ามาเพื่อที่จะจัดฐานข้อมูลเป็นรายวิชาทุกระดับชั้น เพื่อให้สถานศึกษาต่างๆ สามารถดึงข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ได้ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าโดยภาพรวมถ้ากระทรวงฯ มีการจัดสรรข้อมูล มีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม จะทำให้ระบบการศึกษามีคุณภาพการบริหารการจัดการมีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายซึ่งมีความซ้ำซ้อนหลายส่วนออกไป..."
 
และตามที่ เลขาธิการ สกศ. กล่าวมานี้จะเห็นว่าธรรมนูญการศึกษาฉบับปี 2560 ยังเน้นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในสถานศึกษาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการจัดการปัญหาในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในระบบการศึกษาของไทย ซึ่ง ดร.กมล ได้พูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า
 
"...ประเด็นสำคัญคือทำอย่างไร เราจะบริหารสถานการศึกษาให้เป็นที่น่าเรียน มีคุณภาพสูง และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ตรงนี้ระบบสำคัญที่เราจะนำมาใช้ คือระบบการโซนนิ่งสถานศึกษาปัจจุบันนี้เรามีโรงเรียนประมาณ 30,000 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเกือบครึ่งหนึ่ง ก็คือหลัก 10,000 โรงเรียน ในอดีตถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมเ พราะว่าเราจำเป็นจะต้องตั้งโรงเรียนเพื่อให้เด็กๆ ในพื้นที่ต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าสู่สถานศึกษา แต่วันนี้การคมนาคมไปมาง่ายขึ้น เด็กๆ ก็มีจำนวนน้อยลงเพราะการเกิดของประชากรมีน้อย เรามีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก ส่งผลให้สูญเสียงบประมาณไป 20-30% ในเรื่องของการต้องดูแลโรงเรียนขนาดเล็กรวมทั้งต้องดูแลครูผู้บริหาร ที่ต้องอยู่ประจำโรงเรียนเหล่านี้
 
...การทำให้มีโรงเรียนแม่เหล็ก ซึ่งเราเรียกว่า magnet school หรือโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กรอบๆ ปิดตัวลง หรือเรียนแค่บางวัน ที่เหลือเด็กๆ เข้ามาเรียนโรงเรียนหลักที่มีการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพมากขึ้น ตรงนี้ ศธ.ได้มีการกำหนดให้เป็นโรงเรียนเกรด A-B-C นั่นก็คือโรงเรียนเกรด C คือโรงเรียนขนาดเล็กโรงเรียนที่มีผู้เรียนน้อย การสนับสนุนก็จะมีให้น้อยลง โดยพยายามดึงเด็กมาอยู่โรงเรียนเกรด B ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนประจำตำบล ประจำอำเภอแล้วในที่สุดก็มาพัฒนาเป็นโรงเรียนเกรด A คือโรงเรียนประจำจังหวัด หรือประจำอำเภอใหญ่ๆ ตรงนี้จุดเน้นสำคัญก็คือ เรื่องของคุณภาพทางการศึกษานั่นเอง
 
ดร.กมล อธิบายต่อถึงประเด็นที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ก็คือ การมีกรรมการสถานศึกษาเข้าไปดูแล และมีกลุ่มประชาสังคม จะมีส่วนสนับสนุนเพื่อทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องการบริหารการจัดการสถานศึกษา คงไม่ได้หมายความแต่เชิงบริหารอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการพัฒนาภูมิทัศน์ของโรงเรียน การดูแลเรื่องอาคารสถานที่ การทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อนักเรียนจะได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ชุมชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนในการใช้บริการสถานศึกษาด้วย
 
อีกประเด็นที่กำลังตื่นตัวกันอย่างมาก คือเรื่องของการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนของตนเองขึ้นมา โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. ซึ่งการกระจายอำนาจเพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องถือว่าสำคัญมากเพราะการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะเริ่มที่โรงเรียน ฉะนั้นโรงเรียนในอนาคตจะมีรูปแบบที่หลากหลายไม่ได้เป็นโรงเรียนที่สอนเฉพาะวิชาสามัญอย่างเดียว แต่อาจจะสอนวิชาสามัญควบคู่กับวิชาชีพในสายอาชีวศึกษา หรือเป็นโรงเรียนสามัญซึ่งมีลักษณะพิเศษ เช่น โรงเรียนดนตรี โรงเรียนกีฬา โรงเรียนที่เน้นด้านศิลปะ เราอาจจะเห็นโรงเรียนที่เปิดสอนอิงลิชโปรแกรม หรือโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
 
โดยสรุปก็คือ โรงเรียนในอนาคตจะต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสถานศึกษา เราจะไม่ตัดเสื้อตัวเดียวให้คนใส่ทั้งประเทศ แต่จะมีการตัดเสื้อเป็นรายบุคคล ไม่ได้เป็นการตัดเสื้อโหล ตรงนี้ก็เพื่อจะตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น ความต้องการของเด็กๆ นวัตกรรมเหล่านี้มีหลากหลายและก็มีหลายโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ 
 
จากสถานศึกษาซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เด็กสัมผัสโดยตรง หน่วยงานที่สูงขึ้นมาก็คือระดับเขตพื้นที่การศึกษา หรือระดับจังหวัด สูงขึ้นมาอีกก็คือระดับกระทรวง ในรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ เราพยายามกระจายอำนาจจากกระทรวงไปสู่สถานศึกษาให้มากที่สุด นั่นก็คือโครงสร้าง ศธ.จะมีขนาดเล็กลง มีการดำเนินงานเฉพาะเรื่องของการกำหนดนโยบาย และแผนการจัดสรรงบฯ ดูแลระบบบุคลากรโดยภาพรวม จากนั้นก็จะยกให้ระดับจังหวัดดูแล ซึ่งเป็นหน่วยงานตรงกลาง อยู่ระหว่าง ศธ.และสถานศึกษา
 
"...วันนี้ ศธ.ได้จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ขึ้นซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดการแทนที่จะให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลโรงเรียน ให้อาชีวะดูแลอาชีวะ ให้มหาวิทยาลัยดูแลมหาวิทยาลัย ให้ กศน.ดูแล กศน. กระจัดกระจายกัน ก็จะมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้ดูแลเป็นหน่วยงานกลางในระดับจังหวัด ซึ่งเมื่อมีหน่วยงานกลางระดับจังหวัดแล้ว จะทำให้ทิศทางการพัฒนาเป็นรายจังหวัด คือจะมีการกำหนดแผน กำหนดเป้าหมาย มีการยกระดับคุณภาพการศึกษาของแต่ละจังหวัด รวมไปถึงจังหวัดไหนมีปัญหาเรื่องอะไร ก็จะมีการแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ไป จะส่งผลให้การจัดสรรงบฯ ทำได้ตรงกับการกำหนดทิศทางของแผนการจัดสรรบุคลากร หรือการเกลี่ยบุคลากรที่จะมาทำงานตรงกับความจำเป็นที่เกิดขึ้น..." ดร.กมล กล่าวชี้แจง 
 
นอกจากนี้ตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ยังได้พูดถึงการสร้างกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมหรือประชารัฐ ซึ่ง ดร.กมล กล่าวว่า...
"โครงการประชารัฐ เป็นโครงการกำหนดความร่วมมือ โดยขณะนี้รัฐบาลได้มีการทำ MOU ระหว่างสถานศึกษาของรัฐบาล เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาและอุดมศึกษากับภาคเอกชน คือ บริษัท หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จที่จะเข้ามาช่วยพัฒนา ซึ่งในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งยกระดับคุณภาพ ส่วนของอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา มุ่งผลิตกำลังคนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของภาครัฐและตรงกับความต้องการ ของภาคเอกชน นั่นก็คือเมื่อเด็กจบไปแล้วสามารถที่จะไปทำงานได้ ทั้ง 2 ส่วน แต่ว่าในภาคประชาสังคมเอง เรารวมถึงองค์กรท้องถิ่นต่างๆ พ่อแม่ ผู้ปกครอง สมาคม ชมรมต่างๆ ที่อยากเห็นเราผลิตคนดีออกไปสู่สังคม 
 
...ฉะนั้น ภาคประชาสังคม เองก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในมิติของการสนับสนุน เช่น องค์กรท้องถิ่น อาจสนับสนุนอุปกรณ์ สนับสนุนครูสำหรับมาช่วยเหลือสถานศึกษา หรือส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรม การเล่นดนตรีพื้นเมืองละครฟ้อนรำต่างๆ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ในสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่นของตนเอง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เด็กจะต้องธำรงรักษาไว้ กระบวนการทั้งหมดจึงเป็นกระบวนการที่เป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม แต่ว่าประชารัฐก็จะเป็นโครงการพิเศษซึ่งกระทรวงได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบและนำไปสู่การขยายผลในอนาคตด้วย..."
 
นี่คือภาพคร่าวๆ ของธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 25560 ซึ่งยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก...โดยสามารถติดตามได้ต่อในฉบับวันพรุ่งนี้
 
 
ขอบคุณที่มาจาก สยามรัฐ วันที่ 7 พ.ย.2559
 
คลิกอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

 

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> รายงานพิเศษ I ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ (สยามรัฐ) , ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ , ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ , กมล รอดคล้าย << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
บอร์ด ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรกำลังคนทดแทน อัตราว่างจากการเกษียณ 2.3หมื่นอัตรา☕ 11 ส.ค. 2563
บอร์ด ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรกำลังคนทดแทน อัตราว่างจากการเกษียณ 2.3หมื่นอัตรา
เปิดอ่าน 1,386 ครั้ง
ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563☕ 11 ส.ค. 2563
ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563
เปิดอ่าน 3,047 ครั้ง
จุฬาฯ-สพฐ.พลิกโฉมการศึกษาไทยเน้น Active Learning ภายใน 2 ปีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ☕ 11 ส.ค. 2563
จุฬาฯ-สพฐ.พลิกโฉมการศึกษาไทยเน้น Active Learning ภายใน 2 ปีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
เปิดอ่าน 1,112 ครั้ง
การทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) เต็มรูปแบบทั่วประเทศ☕ 11 ส.ค. 2563
การทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) เต็มรูปแบบทั่วประเทศ
เปิดอ่าน 2,109 ครั้ง
สพฐ.สำรวจสถานศึกษาที่ไม่มีผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ ตำแหน่งนักการภารโรง☕ 11 ส.ค. 2563
สพฐ.สำรวจสถานศึกษาที่ไม่มีผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ ตำแหน่งนักการภารโรง
เปิดอ่าน 2,852 ครั้ง
Advertisment

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

นอนมากเกิน-น้อยเกิน เสี่ยงเบาหวานนอนมากเกิน-น้อยเกิน เสี่ยงเบาหวาน
เปิดอ่าน 7,252 ครั้ง
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 12 การเล่นที่ผิดกติกาและประพฤติผิด ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 12 การเล่นที่ผิดกติกาและประพฤติผิด
เปิดอ่าน 47,213 ครั้ง
Verb Tenses Continuous/Non-continuous Verbs Verb Tenses Continuous/Non-continuous Verbs
เปิดอ่าน 13,959 ครั้ง
คลิปเจ้าหนู 11 ปี นักบาสฯ ขั้นเทพ เล่นเก่งกว่าผู้ใหญ่ ฮิตกว่า 2 ล้านวิวแล้วคลิปเจ้าหนู 11 ปี นักบาสฯ ขั้นเทพ เล่นเก่งกว่าผู้ใหญ่ ฮิตกว่า 2 ล้านวิวแล้ว
เปิดอ่าน 13,212 ครั้ง
เทควันโด : ประวัติกีฬาเทควันโดเทควันโด : ประวัติกีฬาเทควันโด
เปิดอ่าน 14,744 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ