ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > กสศ. หนุนกลไกประชาชนร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ยกกองทุน 10 บาท เชียงใหม่เป็นต้นแบบ

กสศ. หนุนกลไกประชาชนร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ยกกองทุน 10 บาท เชียงใหม่เป็นต้นแบบ

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 29 ส.ค. 2561 เปิดอ่าน : 7,844 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
กสศ. หนุนกลไกประชาชนร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ยกกองทุน 10 บาท เชียงใหม่เป็นต้นแบบ

Advertisement

ชวนคนไทยร่วมเสนอความเห็นทิศทางกองทุน เวที 4 ภาค และ www.eef.or.th
 
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับ ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา จัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561  
 
 
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา     (กสศ.) กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ กสศ. ที่สนับสนุนให้ภารกิจสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาประสบความสำเร็จ คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกภาคประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบวิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตามบริบทของพื้นที่ตนเอง เช่นเดียวกับการเติบโตของภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ขณะนี้มีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ที่เข้มแข็งจนนำมาสู่ การจัดตั้งกองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือกองทุน 10 บาท ระดมความร่วมมือและงบประมาณจากคนเชียงใหม่เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนยากจนและด้อยโอกาสให้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้สำเร็จโดยไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว นี่คือต้นแบบของกลไกพิเศษ ที่กสศ.จะสนับสนุนให้เติบโตขึ้นทั่วประเทศ 
          
“กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีขึ้น จึงเป็นเวทีระดมความร่วมมือเพื่อต่อยอด ขยายผลข้อเสนอ แนวทางใหม่ๆ จากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งที่สอง วันที่ 21 สิงหาคม จังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 3 วันที่ 22 สิงหาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 4 ช่วงต้นเดือนกันยายน ที่กรุงเทพฯ  นอกจากนี้ กสศ.ยังเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ที่ www.eef.or.th จึงขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน”
          
ดร.ประสาร กล่าวว่า ภายหลังขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น สำนักงาน กสศ.จะนำทุกประเด็นความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ต่อไป โดยกสศ.น่าจะมีผลงานใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 
 
1. ขจัดอุปสรรคต่อความเสมอภาคทางการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนประมาณ 620,000 คนทั่วประเทศ ด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และมาตรการดูแลต่อเนื่องโดยครูและสถานศึกษา 
 
2. X-ray พื้นที่ 15 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ค้นหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุระหว่าง    3-18 ปี จำนวน 100,000 คน แรก ส่งต่อสู่ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ ที่สอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพของเด็กเป็นรายคน รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของตลอดแรงงานในแต่ละพื้นที่ ในอนาคตจะสามารถเป็นต้นแบบการทำงานให้ครบทั้ง 77 จังหวัดได้ในปีงบประมาณต่อไป 3. สนับสนุนทุนการศึกษาสายอาชีพสำหรับนักเรียนยากจนระดับ ม.3 ที่มีศักยภาพสูง 12,000 ทุน  โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาจะมีงานทำได้ทันที ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเยาวชนและครอบครัวออกจากกับดักความยากจน ซึ่งถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนผ่านการส่งเสริมการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility)
          
นายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีเด็กยากจนราว 62,622 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 26,098 คน ที่ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,281 บาทต่อคน หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 42.7 บาทเท่านั้น นักเรียนเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยเร่งด่วน ก่อนจะหลุดออกจากระบบการศึกษา
 
ในการดำเนินงานของกองทุน 10 บาท ในปีแรกได้รับการสนับสนุนจากคนเชียงใหม่บริจาคคนละ 10 บาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน ระดมทุนได้จำนวน 2.7 ล้านบาท สามารถขยายผลช่วยเหลือเด็กและเยาวชน    ด้อยโอกาส จำนวน 230 คน แบ่งการสนับสนุนหลายด้าน เช่น ทุนการศึกษาสายอาชีพ  ทุนการศึกษาสายสามัญ  ทุนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ประกอบอาชีพเพื่อมีรายได้ระหว่างเรียน โดยการสนับสนุนนั้น มีตั้งแต่ระดับ 5,000-30,000 บาท ทั้งนี้ไม่ได้พิจารณาจากผลการเรียนเป็นตัวหลัก แต่เน้นเรื่องพฤติกรรม ความอดทน รับผิดชอบ การมีความใฝ่ฝัน และมีแรงบันดาลใจไม่ย่อท้อ โดยมีกระบวนการกลั่นกรอง คัดเลือกที่รอบคอบ มีการลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบ 
 
“จากประสบการณ์ผมมองว่ากองทุน 10 บาทสำเร็จขึ้นมาได้เพราะ คนเชียงใหม่รู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน กองทุนนี้เป็นกองทุนของคนเชียงใหม่ทุกคน เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนของพวกเรา หากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยสนับสนุนให้เกิดกลไกลักษณะนี้ในทุกจังหวัด  ทำให้คนในพื้นที่ต่างรู้สึกมีส่วนร่วม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้” เลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าว
 
ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นได้มีการนำเสนอ กรณีศึกษา “ระบบการติดตาม สนับสนุน และช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาส” ของ โรงเรียนวัดห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนขยายโอกาสที่ใช้ “ระบบการเยี่ยมบ้าน” ควบคู่ไปกับการใช้ แอปพลิเคชัน “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน”  ภายใต้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE) ที่ช่วยเปิดใจครูให้รู้และเข้าใจศิษย์ และนำไปสู่การติดตามช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสและมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการค้นหาความถนัดสู่การพัฒนาทักษะอาชีพ ดึงกลุ่มเสี่ยงกลับสู่สถานศึกษาอย่างมีความสุข
 
ครูพิมพ์รดา ส่งชื่น  กล่าวว่า จากการที่โรงเรียนมีระบบเยี่ยมบ้านและการใช้แอปพลิเคชัน “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ทำให้ครูทราบข้อมูลว่านักเรียนกว่าร้อยละ 90 มาจากครอบครัวหย่าร้าง อยู่ในชุมชนที่ห่างไกล สภาพพื้นที่เป็นดอยมีความยากลำบากในการเดินทางมายังโรงเรียน ความยากจนทำให้เด็กๆ ต้องไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนเพื่อหารายได้หรือใช้แรงงานรับจ้าง จึงต้องขาดเรียนอยู่เป็นประจำ และไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียนเพราะต้องทำงาน ผลการเรียนจึงไม่ค่อยดีนัก
          
“การที่ครูได้ไปเยี่ยมบ้านจะทำให้รู้ว่า เราจะส่งเสริมแต่ด้านวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าเน้นวิชาการก็จะมีเด็กอีกหลายคนต้องถูกทอดทิ้ง ดังนั้นครูที่นี่ก็จะช่วยเหลือเด็กทุกคนโดยมองข้ามคำว่าเก่ง แต่จะดูว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องอะไร ที่สำคัญก็คือการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เด็กต้องมีทักษะการมีชีวิตสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ และต้องมีทักษะในการทำงาน สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ชุมชนและโรงเรียนมุ่งหวัง เพื่อให้เด็กๆ ได้ค้นหาหรือค้นพบคำตอบตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับชั้น ม.1-2 สามารถวางแผนชีวิตว่าจบแล้วจะไปเรียนต่อหรือทำอะไร
         
ซึ่งจากการทำงานของโรงเรียนและครูประจำชั้น ทำให้พบว่ามีเด็กนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องของทักษะอาชีพ อย่างในกรณีของ “สดใส” นักเรียนชั้น ม.3 และกลุ่มเพื่อน จนได้รับการฝึกอบรม “อาชีพช่างตัดผม” ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้ค้นพบตัวตนและความถนัดของตนเองและเกิดความสุขในการมาโรงเรียน ที่นำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต โดยโรงเรียนวัดห้วยแก้วยังสนับสนุนต่อยอดให้เปิดเป็น "บริษัทสร้างการดี" สนับสนุนการฝึกทักษะอาชีพต่างๆ ให้กับนักเรียน

“พอได้เห็นฝีมือและผลงาน เราก็ชื่นชม ตัวเด็กเองก็มีกำลังใจ เขาก็เลยมาขอใช้บริเวณหน้าห้องวิทยาศาสตร์มาตัดผมให้เพื่อนๆ น้องๆ พอครูท่านอื่นๆ มาเห็นก็ชื่นชม สดใสก็เลยมีกำลังใจที่จะมาโรงเรียนมากขึ้น พอขึ้นมาชั้น ม.3 เขาก็เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ย้ายมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเพื่อที่มาเรียนหนังสือและสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่ จากเด็กเกเรหนีเรียนเปลี่ยนเป็นคนที่มีภาวะผู้นำมากขึ้นและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตในอนาคตทำให้หันมาให้ความสำคัญกับการเรียนมากขึ้น” 

คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
คำบรรยายภาพ
Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> กสศ. หนุนกลไกประชาชนร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ยกกองทุน 10 บาท เชียงใหม่เป็นต้นแบบ , , กสศ. , หนุนกลไกประชาชนร่วมแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ , ยกกองทุน , 10 , บาท , เชียงใหม่เป็นต้นแบบ << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
กรมบัญชีกลาง ประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่จะเกษียณอายุ 1 ตุลาคม 2564 ยื่นขอรับบำเหน็จบำนาญล่วงหน้า☕ 20 ม.ค. 2564
กรมบัญชีกลาง ประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่จะเกษียณอายุ 1 ตุลาคม 2564 ยื่นขอรับบำเหน็จบำนาญล่วงหน้า
เปิดอ่าน 977 ครั้ง
เลขาธิการ กศน.เตรียมปรับใหญ่หลักสูตรการศึกษานอกระบบ☕ 20 ม.ค. 2564
เลขาธิการ กศน.เตรียมปรับใหญ่หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
เปิดอ่าน 233 ครั้ง
นายกฯ สั่งหารือเงินช่วย ขรก. พนง.รัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างรัฐ เหมือน "เราชนะ"☕ 20 ม.ค. 2564
นายกฯ สั่งหารือเงินช่วย ขรก. พนง.รัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างรัฐ เหมือน "เราชนะ"
เปิดอ่าน 1,246 ครั้ง
ไม่ถาม ศบค.แล้ว "ณัฏฐพล"ตัดสินใจยืนยันกำหนดเดิมเปิดเรียน 1 ก.พ.☕ 20 ม.ค. 2564
ไม่ถาม ศบค.แล้ว "ณัฏฐพล"ตัดสินใจยืนยันกำหนดเดิมเปิดเรียน 1 ก.พ.
เปิดอ่าน 941 ครั้ง
สกสค.เฮ! "ธนพร" ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี☕ 19 ม.ค. 2564
สกสค.เฮ! "ธนพร" ปลดล็อก เปิดสอบเลื่อนขั้นหลายร้อยตำแหน่ง หลังเว้นกว่า 5 ปี
เปิดอ่าน 1,297 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

คุณค่าทางโภชนาการของ "ปลาดุกนา"คุณค่าทางโภชนาการของ "ปลาดุกนา"
เปิดอ่าน 34,579 ครั้ง
การอ่านแบบ  Skimmingการอ่านแบบ Skimming
เปิดอ่าน 46,923 ครั้ง
สมองได้อะไรจากการออกกำลังกายบ้าง?สมองได้อะไรจากการออกกำลังกายบ้าง?
เปิดอ่าน 9,470 ครั้ง
พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลังพฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง
เปิดอ่าน 7,152 ครั้ง
วิธีรับมือกับแก๊สน้ำตา และสารเคมีวิธีรับมือกับแก๊สน้ำตา และสารเคมี
เปิดอ่าน 15,762 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ