นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือร่วมกับนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี พร้อมด้วยนางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ และคณะ เกี่ยวกับแนวทางผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในภูมิภาคอาเซียน โดยมี “การยกระดับการศึกษา” เป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
รมว.ศธ. กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับทิศทางงานในอนาคตช่วง 10–20 ปีข้างหน้า ซึ่งงานจำนวนมากอาจถูกแทนที่ด้วย AI และหุ่นยนต์ โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง ขณะที่งานสายช่าง งานบริการ และงานสร้างสรรค์ เช่น การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา จะมีบทบาทมากขึ้น ดังนั้น ระบบการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา จำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีการผลิต และการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตรด้วยนวัตกรรม เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
นายประเสริฐกล่าวต่อว่า การศึกษาไทยต้องปรับตัวเพื่อรับโลก AI โดยเปลี่ยนจากการเรียนแบบ “ท่องจำ” ไปสู่การเรียนรู้ที่เน้น “ความเข้าใจและการลงมือทำ” นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยค้นคว้าและต่อยอดความรู้ได้ แต่การวัดผลควรมุ่งเน้นความเข้าใจจริง ผ่านการอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการโต้ตอบกับครู ซึ่งครูจะมีบทบาทเป็น “โค้ช” ที่ช่วยค้นหาศักยภาพ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเรียนรู้ควรเน้นโครงงาน การทดลอง และการใช้เทคโนโลยีจริง เพื่อให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา และสร้างชิ้นงานจากประสบการณ์ตรง
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้บรรจุ AI และคอมพิวเตอร์เป็นวิชาพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น แท็บเล็ต ห้องปฏิบัติการ หรือแล็บทดลอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่ และเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา อันจะเป็นฐานสำคัญในการสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
รมว.ศธ. ระบุว่า ห้องปฏิบัติการ หรือ Lab เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โดยนายศุภชัยได้เสนอแนวคิดการจัดตั้ง Learning Center ในโรงเรียน ให้เป็นพื้นที่ทดลอง เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นจุดที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนาเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งควรส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทยกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อยกระดับบุคลากร งานวิจัย และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ รมว.ศธ. ยังกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสามารถเป็นปัจจัยดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีจากทั้งฝั่งตะวันตกและจีนเข้ามาลงทุนในประเทศได้ หากสามารถเชื่อมโยงการลงทุนดังกล่าวเข้ากับการพัฒนาทักษะแรงงานและระบบการศึกษาไทย จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกำลังคนไทยในระยะยาว
นายประเสริฐกล่าวทิ้งท้ายว่า การก้าวสู่การเป็น “ประเทศผู้นำ AI” ของอาเซียน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษา การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงนโยบายเศรษฐกิจ หากประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะมีโอกาสก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งใหม่ของโลกในอนาคตอันใกล้
อ่านเพิ่มเติมได้จาก วันที่ 17 กรกฎาคม 2569