ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
ผู้วิจัย นายนิติธร ผะงาตุนัตถ์
สถานที่วิจัย โรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2566 - 2567
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท และ 4) ประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสภาพการดำเนินงานการนิเทศภายในของโรงเรียนและการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยการยกร่างรูปแบบและจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบ จากนั้นประเมินคุณภาพเบื้องต้น โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้ โดยการนำรูปแบบการนิเทศภายในไปทดลองใช้ในปีการศึกษา 2567 กับครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความรู้ ความเข้าใจ และแบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการนิเทศ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ของโรงเรียนปราสาท ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 197 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า
1.1 สภาพการดำเนินงานการนิเทศภายในโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X-bar=4.52, S.D.= 0.51) ด้านที่มีสภาพการดำเนินงานการนิเทศภายในค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การปฏิบัติการนิเทศ รองลงมา คือ การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการนิเทศ การวางแผนการนิเทศ และด้านที่มีสภาพการดำเนินงานการนิเทศภายในค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การติดตามและประเมินผล
1.2 ผลการสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า 1) เน้นการนิเทศแบบกัลยาณมิตร ผู้บริหารและครูมีการทำงานร่วมกันในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้ครูแสดงออกและรับข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์
2) ผู้บริหารเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเองของครูผู้รับการนิเทศ เพื่อให้ครูรู้สึกถึงคุณค่าในตนเองและมีแรงบันดาลใจในการทำงาน สามารถดึงจุดแข็งและศักยภาพของตนเองให้ปฏิบัติการสอนอย่างเต็มความสามารถ และ 3) ผู้บริหาร เป็นผู้สนับสนุนละส่งเสริมให้ครูผู้รับการนิเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ผลการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า รูปแบบการนิเทศภายใน มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) วิธีการดำเนินการ และ 4) การประเมินผล วิธีการดำเนินการ มี 4 ขั้นตอน เรียกว่า ITOL Model ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจตนเอง (Introspection : I) ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning : T) ขั้นตอนที่ 3 การลงมือปฏิบัติ/นิเทศเชิงรุก (Operations : O) และขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน (Learning Reflection : L) และผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยภาพรวม มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า
3.1 ครูมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหลังการใช้รูปแบบการนิเทศภายในสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการนิเทศภายในอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.2 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
4. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า
4.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 79.46 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนร้อยละ 71.86 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.12
4.2 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนในปีการศึกษา 2567 คิดเป็นร้อยละ 44.54 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2566 ที่มีคะแนนร้อยละ 41.56 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.17
4.3 ผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความถูกต้องของรูปแบบการนิเทศภายใน โดยรวมอยู่ ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.59, S.D.= 0.50)
4.4 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการดำเนินงานของรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนปราสาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄= 4.60, S.D.= 0.49)
4.5 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.58, S.D. = 0.49)