ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ข่าวการศึกษา     ความรู้ทั่วไป     งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคมเรื่องราวจากสมาชิก  ▶ ข่าว/บทความ ▶ หน้าแรก

ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้


เรื่องราวจากสมาชิก เปิดอ่าน : 6,364 ครั้ง
ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้

Advertisement

❝ ประเพณีวันตรุษสงกรานต์ สงกรานต์เป็นคำภาษาสันสกฤต มักเรียกเข้าคู่กับคำว่าตรุษ ซึ่งเป็นคำภาษาสันสกฤตเช่นกันรวมกันเป็นตรุษสงกรานต์ คำว่า ตรุษ หมายถึง เทศกาลเนื่องในการสิ้นปีซึ่งกำหนดตามจันทรคติ ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 (ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 : 325) ส่วนคำว่าสงกรานต์ หมายถึง เทศกาลเนื่องในการขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยคติ คือวันที่ 13,14และ 15 เมษายน (ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 : 777) แปลว่า ตัด หรือขาด คือตัดขาดจากปีเดิมหรือสิ้นปีเป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยความสวัสดีในรอบปีหนึ่ง เรียกว่าส่งปีเก่า ส่วนสงกรานต์ แปลว่า เคลื่อน ย้าย ผ่าน อันได้แก่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศีใดราศีหนึ่ง และจักราศีนั้นแบ่งออกเป็น 12 ส่วนเท่ากัน หรือ 12 ราศี แต่ละราศีมีกลุ่มดาวอยู่ในราศีนั้นด้วย เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าไปในราศีใดแล้วกว่าดวงอาทิตย์ผ่านพ้นไปได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ผ่านพ้นไปครบ 12 ราศีก็นับเป็นเวลา 1 ปี (เสฐียรโกเศศ. 2516 : 6) ด้วยเหตุนี้ตรุษสงกรานต์จึงหมายถึงวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่อย่างเก่าของไทย? ❞  

ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้

 

          ประเพณีวันตรุษสงกรานต์

          สงกรานต์เป็นคำภาษาสันสกฤต มักเรียกเข้าคู่กับคำว่าตรุษ ซึ่งเป็นคำภาษาสันสกฤตเช่นกันรวมกันเป็นตรุษสงกรานต์ คำว่า ตรุษ หมายถึง เทศกาลเนื่องในการสิ้นปีซึ่งกำหนดตามจันทรคติ ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 (ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 : 325)

          ส่วนคำว่าสงกรานต์ หมายถึง เทศกาลเนื่องในการขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยคติ คือวันที่ 13,14และ 15 เมษายน (ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 : 777) แปลว่า ตัด หรือขาด คือตัดขาดจากปีเดิมหรือสิ้นปีเป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยความสวัสดีในรอบปีหนึ่ง เรียกว่าส่งปีเก่า ส่วนสงกรานต์ แปลว่า เคลื่อน ย้าย ผ่าน อันได้แก่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศีใดราศีหนึ่ง และจักราศีนั้นแบ่งออกเป็น 12 ส่วนเท่ากัน หรือ 12 ราศี แต่ละราศีมีกลุ่มดาวอยู่ในราศีนั้นด้วย เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าไปในราศีใดแล้วกว่าดวงอาทิตย์ผ่านพ้นไปได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ผ่านพ้นไปครบ 12 ราศีก็นับเป็นเวลา 1 ปี (เสฐียรโกเศศ. 2516 : 6) ด้วยเหตุนี้ตรุษสงกรานต์จึงหมายถึงวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่อย่างเก่าของไทย

 

          ประเด็นชี้แจง

          จากเนื้อหาข้างต้นพอสรุปได้ว่า วันสงกรานต์ถือว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของไทย ดังนั้นเมื่อวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของไทย มุสลิมที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับวันดังกล่าว เพราะอิสลามมิได้บัญญัติหรือ ส่งเสริม ให้สนุกสนานรื่นเริง ในวันขึ้นปีใหม่ของชนชาติอื่นหรือแม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ของอิสลามเองก็ตาม ดังเช่นมุสลิมบางกลุ่มเข้าใจผิดว่า วันที่ 1 มุหัรร็อมของทุกปี คือวันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม

          ส่วนวันที่อิสลามอนุมัติให้รื่นเริงได้มีเพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น คือวันอีดุลฟิฏฺริและอีดุลอัฎหา ดังที่ท่านอนัสได้กล่าวไว้ว่า

เมื่อท่านนบีมุหัมมัดมาถึงนครมะดีนะฮฺ พวกชาวเมืองก็มีวันรื่นเริงอยู่สองวัน ท่านจึงถามขึ้นว่า ทั้งสองวันนั้นคือวันอะไร?พวกเขา ตอบว่า ในสมัยก่อนศาสนาอิสลามพวกเราได้มีการละเล่นกันท่านนบีจึงกล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดวันทั้งสองให้แก่พวกท่านซึ่งดีกว่าวันทั้งสองนั้น ก็คือวันอัฎหา และวันฟิฎฺริ

          ฉะนั้น เมื่ออิสลามมิได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้แกบรรดามุสลิม จึงถือว่าไม่อนุญาตให้จัดงานเกี่ยวกับวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่อ้างว่าเป็นของอิสลามหรือของศาสนาอื่นก็ตาม

          ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่าบุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มอื่น ดังนั้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย

          วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของศาสนาอื่น ซึ่งเทศกาลดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับบรรดามุสลิมเลยแม้แต่น้อย จึงไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมต่อการร่วมแสดงความยินดีหรือร่วมเฉลิมฉลองและร่วมสนุกสนานในวันดังกล่าว

 

          ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์

          วันสงกรานต์ตกอยู่ในวันที่ 13,14และ 15 เมษายนของทุกปี การกำหนดวันสงกรานต์ในปีแรกเป็นครั้งแรกเผอิญตรงกับวันที่ 13 เมษายน ปีต่อๆมาจึงต้องยึดเอาตามวันที่กำหนดครั้งแรกนั้น ที่จริงแล้ววันสงกรานต์อาจจะไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนก็ได้ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่าวันมหาสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเรียกว่าวันเนา ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ และวันที่ 15 เมษายนเป็นวันเถลิงศกขึ้นปีศักราชใหม่

          วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2483 พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในปีนั้น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปีปฏิทินต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้วันขึ้นปีใหม่ จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม เมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2483 และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการ และได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2483 โดยให้ขึ้นปีใหม่ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2484

 

          ตำนานวันสงกรานต์

          ตำนานในวันสงกรานต์นี้ได้ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูอยู่เรื่องหนึ่ง และได้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามดังต่อไปนี้

          เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นได้เข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี และเศรษฐีถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงมาหมิ่นประมาทต่อเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติมาก นักเลงสุราได้ตอบว่าถึงเศรษฐีมีสมบัติมากก็ไม่มีบุตร เมื่อเศรษฐีตายแล้วทรัพย์สมบัติก็สูญเปล่า นักเลงสุรากล่าวว่าตนประเสริฐกว่าเศรษฐี เศรษฐีมีความละอายแล้วจึงบวงสรวงพระอาทิตย์พระจันทร์ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรถึง 3 ปีก็มิได้มีบุตร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารขนไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนก ทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพิณพาทย์ตั้งจิตอธิฐานขอบุตร พระไทรมีความกรุณา จึงเหาะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภริยาของเศรษฐี เมื่อนางคลอดบุตรออกมา จึงให้ชื่อธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาท 7 ชั้น ให้อยู่ใต้ต้นไม้ไทรริมฝั่งแม่น้ำ ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานก แล้วเรียนไตรเพทจนจบ เมื่ออายุ 7 ขวบและได้เป็นครูสอนมงคลการต่างๆแก่คนทั้งหลาย มงคลเหล่านั้นมีอยู่ 12 มงคล อันได้แก่ การโกนผมไฟ การเจาะหู การตั้งชื่อเด็ก การสอนเด็กให้เดิน ให้พูด การเปิบข้าว การนุ่งผ้า การว่ายน้ำ การโกนจุก การตัดเล็บ การตกแต่งร่างกาย และการแต่งงาน

          ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวกบิลมหาพรหมองค์หนึ่ง ว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลมหาพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหา 3 ข้อกับธรรมบาลกุมาร โดยให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้ จะตัดเศียรบูชาความรู้ของธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นไม่ได้ต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลมหาพรหมภายใน 7 วัน ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอยู่ว่า

ข้อ 1.ตอนเข้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน

ข้อ 2.ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน

ข้อ 3.ตอนเย็นราศีของ มนุษย์อยู่ที่ไหน

          เมื่อเวลาล่วงไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารยังคิดไม่ออก จึงนึกว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ตนต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลมหาพรหม ธรรมบาลกุมารไม่ต้องการตายจึงคิดหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า แล้วลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล 2 ต้น ซึ่งมีนกอินทรีสองตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำนางนกอินทรีได้ถามสามีของมันว่าพรุ่งนี้จะได้อาหารที่ใด สามีของนางนกอินทรีตอบว่าจะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลมหาพรหมจะฆ่าเสีย เพราะธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหา 3 ข้อของท้าวกบิลมหาพรหมได้ นางนกอินทรีจึงถามสามีของมันว่า ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอย่างไร สามีของนางนกอินทรีบอกว่าตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน นางนกอินทรีก็ถามสามีของมันว่าปัญหานั้นแก้อย่างไร สามีของนางนกอินทรีได้บอกว่า ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมปะพรมที่อก ส่วนตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า (คณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ.2529 : 84)

          ธรรมบาลกุมารได้ยินการสนทนาของนกอินทรี 2 ผัวเมียเช่นนั้นแล้ว ก็ได้กลับไปยังปราสาทของตน ครั้นวันรุ่งขึ้นท้าวกบิลมหาพรหมได้มาถามปัญหา 3 ข้อนั้น ธรรมบาลกุมารได้ตอบคำถามนั้นถูกต้อง ท้าวกบิลมหาพรหมจึงเรียกเทพธิดาทั้งเจ็ดผู้เป็นบริจาริกา(แปลว่าหญิงรับใช้ หรือภรรยา) พระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศีรษะของเราบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าศีรษะ ของเราตั้งไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศฝนจะแล้งถ้าทิ้งในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง จึงให้เทพธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารองรับศีรษะ แล้วตัดศีรษะส่งให้ธิดาองค์ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรของบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณ(คือการแห่เวียนขวา) รอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องพิมพ์ต่างๆ พระเวสสุกรรมหรือวิษณูกรรมก็นิรมิตโลงด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงได้นำเถาฉมูนาค(ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365 วัน โลกสมมติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดา 7 องค์ จึงผลัดเวรกันองค์ละ 1 ปี มาอัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก  (วีระชัย มีชอบธรรม และคณะ.2530 : 123,สุเมธ เมธาวิทยากุล. 2535 : 6)

          นางเทพธิดา 7 องค์ ที่ผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าถ้าวันมหาสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันอะไร และเป็นเวรของนางเทพธิดาองค์ใดเป็นไปดังนี้

วัน

อาทิตย์

จันทร์

อังคาร

พุธ

พฤหัสบดี

ศุกร์

เสาร์

ชื่อนางสงกรานต์

ทุงษเทวี

โคราคเทวี

รากษสเทวี

มณฑาเทวี

กิริณีเทวี

กิมินาเทวี

มโหทรเทวี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


        ประเด็นชี้แจง

          ตำนานของวันสงกรานต์มาจากความเชื่อที่ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู โดยเชื่อว่าเมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันใดก็ตาม เช่น วันตรงกับวันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันอื่นๆ ภายในสัปดาห์ เหล่าธิดาของท้าวกบิล มหาพรหม จะทำหน้าที่ออกมาอัญเชิญพระเศียรบิดาของพวกนางตามวันที่ถูกกำหนดไว้

          เช่นนั้นสมมติว่าวันที่ 13 เมษายนตรงกับวันพุธเท่ากับว่านางมณฑาเทวีจะออกมารับพระเศียรของเท้ากบิลมหาพรหม เพื่อนำมาแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุของปีนั้น

          ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันสำหรับบุคคลที่นับถือและเชื่อถึงการร่วมพิธีกรรมในวันสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หรือศาสนาพุทธก็ตาม

          ส่วนของศาสนาอิสลามได้กำหนดขอบเขตของความเชื่อไว้ว่าความเชื่อนั้นๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของอัล-กรุอานและแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น ส่วนความเชื่อที่ขัดกับหลักการของอิสลามหรืออิสลามไม่ได้กำหนดไว้ถือว่ามุสลิมทุกคนจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้เองท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวสอนไว้ว่า

          โลกนี้ (ดุนยา) เปรียบเสมือนห้องขังของผู้ศรัทธาและเป็นสวรรค์สำหรับผู้ไม่ศรัทธา (ต่ออิสลาม)

          คำสอนของท่านนาบีมุหัมมัด นัยหมายการดำเนินชีวิตของมุสลิมจะต้องอยู่ในขอบเขตและระเบียบที่ศาสนากำหนดไว้ตลอดเวลา จึงคล้ายกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องขังที่ไม่มีอิสระมากนัก การกระทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎเกณท์ตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับบุคคลที่มิใช่มุสลิม ซึ่งพวกเขามีอิสระเต็มที่ในการดำรงชีวิตของตัวเองโดยไม่มีขอบเขตและหลักเกณฑ์ตายตัว กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามอำเภอใจภายใต้จิตสำนึกแห่งความต้องการของตนเองเสมอ

          ฉันใดก็ฉันนั้น แม้มุสลิมปรารถนาเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์มากเพียงใด ก็ไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามความเชื่อของชาวพุทธ ส่วนมุสลิมมีวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดบนพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งไม่ใช่วันรื่นเริง หรือวันแห่งการเฉลิมฉลองของศาสนาอิสลามเพราะฉะนั้นมุสลิมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันดังกล่าวแม้แต่น้อย

          การเล่นสาดน้ำสงกรานต์

          วิธีเล่นสาดน้ำสงกรานต์นั้นคงมีลักษณะนั้นคงมีลักษณะคล้ายกันในทุกภาค ของราชอาณาจักรไทย แต่บางท้องถิ่นอาจมีการเล่นน้ำกันรุนแรงไป การสาดน้ำวันสงกรานต์มักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง และการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์นี้เกิดจาก ความเชื่อว่า การสาดน้ำจะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล

          การเล่นน้ำสาดน้ำในวันสงกรานต์เป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเขียนถึงมากที่สุด เนื่องจากมุสลิมบางกลุ่มโดยเฉพาะบรรดาเยาวชนมุสลิมทั้งชายและหญิง นิยมเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์กันอย่างแพร่หลาย มีกล่าวกันว่าในบางท้องที่มุสลิมจะเล่นสาดน้ำ ก่อนวันสงกรานต์ (คือก่อนวันที่13) และเลิกสาดน้ำภายหลังวันสงกรานต์ (คือเลิกภายหลังวันที่  15) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามุสลิมบางกลุ่มนิยมเล่นสาดน้ำสงกรานต์มากกว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเสียอีก

          ภาพลักษณ์ของมุสลิมจึงดูมัวหมองอย่างเห็นได้ชัดถึงการไม่มีจุดยืน และไม่ได้ศึกษาค้นคว้าถึงที่มาของวันสงกรานต์ และการเล่นสาดน้ำว่าเป็นอย่างไร? ซึ่งถ้าหากมุสลิมทราบก็คงจะได้ใคร่ครวญถึงความผิดพลาดของตนในอดีตที่ได้ร่วมเล่นสาดน้ำเป็นแน่ เพราะการสาดน้ำในวันดังกล่าวมากความเชื่อที่ว่าจะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล เป็นการมอบหมายให้ฝนตกด้วยการสาดน้ำ ด้วยเหตุนี้เองที่มุสลิมไม่สามารถจะร่วมเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเยาวชนซึ่งหวังเพียงความสนุกสนานจนอาจลืมนึกถึงสิ่งที่อาจส่งผลเสียกระทบต่อความศรัทธาของตน

          โปรดพิจารณาหลักฐานดังต่อไปนี้

          ภายหลังการนมาซศุบหฺที่ตำบลหุดัยบิยะฮฺ ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวถามขึ้นว่า พวกท่านทราบไหมว่า พระผู้อภิบาลตรัสไว้อย่างไรกับพวกท่าน?บรรดาสหายของท่านนบีกล่าวตอบว่า พระองค์อัลลอฮฺ และศาสนฑูตของพระองค์ย่อมรู้ดียิ่งท่านนบีกล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า ในตอนเช้า ส่วนหนึ่งจากปวงบ่าวของฉันนั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อฉัน(กล่าวคือ)บุคคลหนึ่งกล่าวว่า เมื่อฝนตกลงมายังเรา นั่นเป็นความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ เขาผู้นั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อดวงดาว (เพราะดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไม่สามารถทำให้ฝนตกได้), ส่วนบุคคลหนึ่งกล่าวว่า เมื่อฝนตกมายังเรานั่นเป็นเพราะดวงดาวต่างๆ โคจรที่นั้นไปยังที่โน้น เช่นนั้นแหละที่เขาได้ปฏิเสธต่อฉัน และเชื่อมั่นศรัทธาต่อดวงดาวต่างๆ

          ผู้เขียนจึงใคร่ขอเรียนให้ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ได้ช่วยกันกำชับ และรณรงค์ให้มุสลิมละทิ้งการร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นสาดน้ำ ยิ่งต้องตักเตือนกันอย่างจริงจังและเข้มงวดอย่างที่สุด หวังเพียงให้เยาวชนมุสลิมในวันนี้ได้ยืนหยัดและรักษาจุยืนแห่งความเป็นมุสลิมที่แท้จริงตลอดไป

 

          จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด  พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมได้ดังนี้

 

          1. มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติ

          มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตด้วยการยึดแนวทางที่ถูกกล่าวไว้ใน อัล-กุรฺอาน และแบบฉบับที่มาจากท่าน นบีมุหัมมัด  เพราะพระองค์อัลลอฮฺจะทรงรับการงานจากแนวทางทั้งสองนี้เท่านั้น  และพระองค์ยังทรงสั่งกำชับอย่างเน้นหนักมิให้นำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติดังนี้

          และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาแนวทางอื่นจากอิสลาม ( นำมาปฏิบัติ ) ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา (หมายถึงพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการงานที่เป็นแบบฉบับอื่นจากอิสลามอย่างเด็ดขาด)

          ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า

          ฉันได้ทิ้งไว้สำหรับพวกท่านสองสิ่ง  ซึ่งพวกท่านจะไม่มีวันหลงทาง  ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นสองสิ่งนี้ไว้ นั่นคือคัมภีร์ของอัลลอฮฺและแบบฉบับจากศาสนาทูตของพระองค์ (คือสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด )

          จึงสรุปได้ว่า ไม่มีช่องทางใดที่ทำให้มุสลิมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ได้เลย  เพราะเพียงแค่หลักฐานที่นำมาเสนอข้างต้นก็เป็นที่แน่ชัดตรงประเด็นอยู่แล้ว

 

          2. พฤติกรรมของมุสลิมจะต้องแตกต่างจากศาสนิกอื่น

          ท่านนบีมุหัมมัด กล่าวไว้ว่า พวกท่านจงมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี

          คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดบ่งบอกให้รู้ว่ามุสลิมะต้องอยู่ร่วมกับสังคมทั้งที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิม  โดยแสดงภาพลักษณ์แห่งการเป็นมุสลิมให้เป็นประจักษ์ในทุกๆ ด้าน  ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่  จริยธรรมแห่งอิสลาม  การประกอบศาสนกิจ  และอื่นๆ  เพื่อให้ต่างศาสนิกได้รู้ถึงมาตรฐานและจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองในทุกๆ ด้าน

          เมื่อเป็นเช่นนี้หากมุสลิมผู้หนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์  ย่อมชี้ให้เห็นว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้ทำตัวแตกต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ที่มิใช่มุสลิม  ทั้งๆ  ที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวไม่เป็นที่อนุมัติของศาสนา  อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดได้กำชับไว้ว่า จงทำตัวให้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี  ซึ่งหมายรวมถึงความเชื่อและการปฏิบัติ  ภาพลักษณ์ของมุสลิมควรจะเด่นชัดกว่านี้  มิเช่นนั้นแล้วผู้คนทั่วไปจะตัดสินได้อย่างไรว่าสังคมไหนคือสังคมมุสลิม และสังคมไหนมิใช่สังคมมุสลิม

 

          3. มุสลิจะต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมอย่างมีจุดยืน

          ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า พวกท่านอย่าเป็นบุคคลที่ไร้จุดยืน (เขาจะมีสภาพเป็นเช่นไร) หากผู้คนทั้งหลายกระทำความดี  (ที่สอดคล้องกับอิสลาม)  เราก็กระทำความดีนั้นด้วย  และหากว่าผู้คนทั้งหลายกระทำความชั่วร้าย  เราก็กระทำความชั่วร้ายนั้นด้วย  แต่ทว่าพวกท่านจงเป็นบุคคลที่มีจุดยืน    (หมายถึง)  หากว่าผู้คนทั้งหลายกระทำความดี  เราก็กระทำความดีนั้นด้วย  แต่ถ้าผู้คนทั้งหลายกระทำความชั่วร้าย  เราก็ไม่กระทำความชั่วร้ายนั้น

          วจนะของท่านนบีมุหัมมัด ชี้ประเด็นที่ชัดเจนและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมุสลิม ขณะอยู่ร่วมปะปนกับผู้คนในสังคมส่วนใหญ่โดยที่ท่านนบีได้สอนให้มุสลิมแสดงจุดยืนอย่างเด่นชัดมุสลิมจะไม่คลุมเคลือและไร้แก่นสารอย่างเด็ดขาด  เพราะมุสลิมมีแนวทางเป็นของตนเอง  และต้องดำเนินไปตามแนวทางนั้นถึงแม่ว่าคิดว่าดีงาม  ซึ่งมีพื้นฐานมากความเชื่อ  ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะได้รับอิทธิพลมากจากศาสนา  ลัทธิ  หรือความคิด  มุสลิมถือว่าจะนำสิ่งนั้นมาปฏิบัติด้วยไม่ได้ เพราะไม่มีคำสอนมาจากศาสนาอิสลาม

          ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า  หากมุสลิมในปัจจุบันยึดมั่นอุดมการณ์มีจุดยืนชัดเจนเฉกเช่นที่กล่าวมาข้างต้น  มุสลิมจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับการเป็นมุสลิมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

          4. ใก้ลวันกิยามะฮฺ  (วันสิ้นโลก)  มุสลิมจะต้องมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำเถ้าถ่านไฟไว้ในมือ

          ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า ช่วงสมัยหนึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของฉัน  (หมายถึงสภาพก่อนใกล้วันกิยามะฮฺ)  จะมีบุคคลในหมู่พวกเขาที่ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของเขา  ประหนึ่งว่าเขากำถ่านไฟ  (ร้อน ๆ ไว้ในมือของเขา)

          ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวถึงสภาพใกล้ๆ วันสิ้นโลกว่ามุสลิมจะมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไฟร้อนๆ ไว้ในมือของตนเอง  นั่นย่อมหมายถึง มุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลกจะต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง  มิให้เดินตามสังคมที่มีพฤติกรรมอันสวนทางกับอิสลาม  ต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองมิให้ละทิ้งการประกอบศาสนกิจในช่วงนั้นและอื่น ๆ  ซึ่งดูราวกับว่าตนเอง ต้องใช้ความอดทนพอ ๆ  กับการกำถ่านไฟร้อนๆ  ไว้ในกำมือของตนนั่นเอง  แต่ถ้าไม่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างจริงจังแล้ว  เชื่อแน่เหลือเกินว่าเขาอาจเป็นบุคคลหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

          สภาพของมุสลิมในปัจจุบันคงไม่แตกต่างอะไรกับมุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลก (หรือว่ายุคนี้อาจจะถึงยุคใกล้วันสิ้นโลกก็เป็นได้)  เนื่องจากมุสลิมในปัจจุบันต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างหนักหน่วง  มิเช่นนั้นแล้ว  มุสลิมจะไม่สามารถแสดงภาพลักษณ์แห่งอิสลามได้เลย  อย่างเช่น  การร่วมกิจกรรมหรือการเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์  เป็นบทพิสูจน์การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมุสลิมได้เป็นอย่างดี  มุสลิมคนใดที่พ่ายแพ้ให้แก่ค่านิยมความเชื่อของสังคมแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสงกรานต์  และมุสลิมคนใดบ้างที่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในวันสงกรานต์ ประหนึ่งผู้ที่กำลังกำถ่านไฟร้อนๆ  ไว้ในมือของตน

 

 

โพสต์โดยสมาชิกหมายเลข 8773 วันที่ 10 ต.ค. 2552


ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้

Advertisement

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

ความดีที่คุณครูมี

ความดีที่คุณครูมี


เปิดอ่าน 6,347 ครั้ง
หลัก 6 อ.ไม่ป่วย

หลัก 6 อ.ไม่ป่วย


เปิดอ่าน 6,357 ครั้ง
100 เคล็ดลับลดความอ้วน

100 เคล็ดลับลดความอ้วน


เปิดอ่าน 6,352 ครั้ง

:: เรื่องปักหมุด ::

ฮวงจุ้ย....การทำเคล็ดเพื่อเรียกเงินทองและโชคให้กับครอบครัว

ฮวงจุ้ย....การทำเคล็ดเพื่อเรียกเงินทองและโชคให้กับครอบครัว

เปิดอ่าน 6,357 ☕ คลิกอ่านเลย

Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
วิธีการดูแลและรักษา......แหวนเพชร
วิธีการดูแลและรักษา......แหวนเพชร
เปิดอ่าน 6,342 ☕ คลิกอ่านเลย

ขออนุญาตเผยแพร่ผลงาน
ขออนุญาตเผยแพร่ผลงาน
เปิดอ่าน 6,345 ☕ คลิกอ่านเลย

ท่องปักกิ่งดินแดนประวัติศาสตร์
ท่องปักกิ่งดินแดนประวัติศาสตร์
เปิดอ่าน 6,347 ☕ คลิกอ่านเลย

อะไรไม่เข้าพวก?
อะไรไม่เข้าพวก?
เปิดอ่าน 6,348 ☕ คลิกอ่านเลย

มีอะไรดีๆในการใช้ชีวิตคู่..
มีอะไรดีๆในการใช้ชีวิตคู่..
เปิดอ่าน 6,346 ☕ คลิกอ่านเลย

พันธบัตรเงินกู้ช่วยชาติ พ.ศ.2483(ภาคความรู้การเงิน-ธนาคาร)
พันธบัตรเงินกู้ช่วยชาติ พ.ศ.2483(ภาคความรู้การเงิน-ธนาคาร)
เปิดอ่าน 6,343 ☕ คลิกอ่านเลย

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

โปรแกรมแว่นขยาย
โปรแกรมแว่นขยาย
เปิดอ่าน 28,728 ครั้ง

พบดาวฤกษ์ดวงใหม่ สว่างกว่าดวงอาทิตย์ 10 ล้านเท่า
พบดาวฤกษ์ดวงใหม่ สว่างกว่าดวงอาทิตย์ 10 ล้านเท่า
เปิดอ่าน 20,502 ครั้ง

7 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายที่ทำได้จริง เหลือเงินเก็บแน่นกระเป๋า
7 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายที่ทำได้จริง เหลือเงินเก็บแน่นกระเป๋า
เปิดอ่าน 20,146 ครั้ง

คำศัพท์ OOP
คำศัพท์ OOP
เปิดอ่าน 26,095 ครั้ง

10 ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลเท่าที่เคยค้นพบ
10 ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลเท่าที่เคยค้นพบ
เปิดอ่าน 47,495 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


· Technology
· บทความเทคโนโลยีการศึกษา
· e-Learning
· Graphics & Multimedia
· OpenSource & Freeware
· ซอฟต์แวร์แนะนำ
· การถ่ายภาพ
· Hot Issue
· Research Library
· Questions in ETC
· แวดวงนักเทคโนฯ

· ความรู้ทั่วไป
· คณิตศาสตร์
· วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
· ภาษาต่างประเทศ
· ภาษาไทย
· สุขศึกษาและพลศึกษา
· สังคมศึกษา ศาสนาฯ
· ศิลปศึกษาและดนตรี
· การงานอาชีพ

· ข่าวการศึกษา
· ข่าวตามกระแสสังคม
· งาน/บริการสังคม
· คลิปวิดีโอยอดนิยม
· เกมส์
· เกมส์ฝึกสมอง

· ทฤษฎีทางการศึกษา
· บทความการศึกษา
· การวิจัยทางการศึกษา
· คุณครูควรรู้ไว้
· เตรียมประเมินวิทยฐานะ
· ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
· เครื่องมือสำหรับครู

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ