เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายละเอียดมติที่สำคัญ เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ดังนี้
1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
2. ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้น กรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
3. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2575 ด้วย
4. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงานภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
(1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
(2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
(3) เจ้าพนักงานสื่อสาร
(4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
(5) เจ้าพนักงานห้องสมุด
(6) นายช่างขุดลอก
(7) นายช่างพิมพ์
(8) นายช่างภาพ
(9) นายช่างศิลป์
(10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)]
(11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
5. ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
6. ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยมอบให้ คปร. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลาง ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป
เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (14 กรกฎาคม 2569) มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรในภาพรวมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งการวางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติราชการ ตลอดจนการทบทวนรูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการของภาครัฐให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับภารกิจของภาครัฐในระยะยาวโดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ ที่เกี่ยวข้องมีความครบถ้วน รอบด้าน และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย แล้วให้สำนักงาน ก.พ. นำผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเสนอ คปร. พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นควรเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอัตรากำลังและการจัดโครงสร้างของส่วนราชการต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในชั้นต้นก่อนที่จะนำเสนอ คปร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป โดยเห็นควรให้มีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 มาตรการตรึงอัตรากำลัง เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับส่วนราชการที่ได้มีคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่มาที่สำนักงาน ก.พ. แล้ว นั้น ให้ส่งคืนคำขอดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการวางแผนกำลังคนและบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจสนับสนุนเป็นตำแหน่งในสายงานภารกิจหลักเกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจที่สำคัญและจำเป็นก่อน เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นให้บุคลากร ปรับกระบวนงาน/วิธีการปฏิบัติงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงาน ให้ใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น (Rearrange) โดยไม่เพิ่มจำนวนส่วนราชการระดับกอง กรอบอัตรากำลัง และงบประมาณ สำหรับกรณีการควบรวมหน่วยงาน การกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านและบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามมติ ก.พ.ร. และมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
1.2 มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก ดังนี้
(1) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้ คปร. ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 สำหรับกรณีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของทุกส่วนราชการที่ไม่มีการจ้างตั้งแต่ได้รับจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571) ยังจำเป็นต้องคงกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน เพื่อให้ส่วนราชการได้จ้างพนักงานราชการปฏิบัติงานในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการแทน
(2) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ด้วย
(3) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการยกเว้นกรณีลาออก เสียชีวิต หรือพ้นจากราชการด้วยเหตุวินัยร้ายแรง จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
3) เจ้าพนักงานสื่อสาร
4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
5) เจ้าพนักงานห้องสมุด
6) นายช่างขุดลอก
7) นายช่างพิมพ์
8) นายช่างภาพ
9) นายช่างศิลป์
10) บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร วธ.)
11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575
1.3 มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ
(1) ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลังในข้อ 1.1 และมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 บนหลักการว่าจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน โดยการกำหนดเป้าหมายการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร. กำหนด เช่น การลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ รวมทั้งความซ้ำซ้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างส่วนราชการ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น การถ่ายโอนงานภาครัฐ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และการปรับกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนหรือทดแทนกำลังคนในการปฏิบัติราชการตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการให้ดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวมของส่วนราชการ (Rearrange) เป็นลำดับแรก และเมื่อดำเนินการตามวิธีการ Rearrange ควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงานและ/หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จนครบระยะเวลา 1 ปีแล้ว พบว่า ยังไม่สามารถตอบสนองภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ ให้ส่วนราชการแสดงผลการดำเนินการที่ผ่านมาพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัด เสนอต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมหากจะเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
(2) กรณีมีการยุบเลิกหน่วยงานอันเนื่องมาจากการยุบเลิกภารกิจการโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่น หรือมอบหมายให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน ให้ส่วนราชการดำเนินการยุบเลิกตำแหน่งและอัตรากำลังที่เกี่ยวข้องตามมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 อย่างเคร่งครัด
(3) กรณีควบรวมหน่วยงาน โดยหลักการจะมีสาเหตุจากการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินภารกิจ จึงต้องนำไปสู่การปรับลดกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการใหม่ที่เกิดจากการควบรวม
จึงเห็นควรให้
1) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันพิจารณากำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่เท่าที่จำเป็นในหน่วยงานที่เกิดจากการควบรวมโดยให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานใหม่และกำหนดแนวทาง จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร (Transitional Plan) เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานไปจัดทำต่อไป
2) ส่วนราชการที่เกิดจากการควบรวมหน่วยงานจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการควบรวมหน่วยงาน
ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลังและการปรับปรุงโครงสร้างของส่วนราชการในแต่ละปี แต่ไม่เกินหนึ่งในสามของวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเด่นตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกำหนด
1.4 มาตรการอื่น ๆ เนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการตรึงอัตรากำลังและมาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วยเพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว โดยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไปด้วย
ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งกำหนดมาตรการและกำกับดูแลการบริหารกำลังคนของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับการทบทวนบทบาท ภารกิจ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายการปรับลดกรอบอัตราข้าราชการทุกประเภทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2575 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น
2. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณ ด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวโดยมีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการทั้งด้านโครงสร้างส่วนราชการและด้านอัตรากำลัง ทั้งนี้ ส่วนราชการจะต้องปรับลดโครงสร้างส่วนราชการที่อาจมีความซ้ำซ้อนกัน ลดกรอบ อัตรากำลังข้าราชการให้สอดคล้องกับมาตรการที่กำหนด และปรับรูปแบบการบริหารกำลังคนโดยวางแผนอัตรากำลัง และปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลักษณะภารกิจมากยิ่งขึ้น
ที่มา