สงคราม..กับการให้อภัย
|

ได้รับอีเมลฉบับหนึ่งซึ่งอ่านดูแล้วก็อดนำมาต่อยอดไม่ได้เป็นเรื่องราวของหนูน้อย คิม ฟุค ที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นสาวน้อยอีกต่อไป ภาพเรื่องราวของเธอถูกตีแผ่ไปทั่วโลกด้วยฝีมือของช่างภาพชื่อNick Ut ภาพที่ว่าโด่งดังจนได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ภาพที่ว่าคือภาพด้านล่างนี้

เวลาบ่าย ๒ โมง วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ ระเบิดไฟนาปาล์ม ๔ ลูก ถูกทิ้งลงที่บ้านเธอ ขณะนั้น คิม ฟุค มีอายุ ๙ ขวบ ระเบิดเพลิงตกใส่เธอ เธอถอดเสื้อผ้าที่ไฟกำลังลุกออกแต่ไฟยังคงไหม้บนตัวเธอ ผู้คนช่วย ราดน้ำบนตัวเธอ เพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนตัวเธอ จนเธอหมดสติไปHuynh Cong (Nick) Ut ช่างภาพ ช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล คอยให้กำลังใจ และจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ ด้วยรางวัลดังกล่าวช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอและ Nick Ut แต่เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลไฟไหม้กว่าครึ่งตัว หมอศัลยกรรมพลาสติค Dr. Mark Gorney จาก San Francisco อาสาสมัครประจำอยู่ โรงพยาบาลศัลยกรรมเด็ก Barksy ในกรุงไซ่ง่อนกล่าวว่า 'เธอไม่น่าจะอยู่รอดได้ ตอนแรกคางของเธอเชื่อมติดกับหน้าอกโดยเนื้อเยื่อจากแผลเป็นแขนซ้ายของเธอไหม้จนถึงกระดูก' ด้วยความรักของแม่ที่คอยดูแลอยู่ข้างเตียง เธอค่อย ๆ ฟื้นตัวและตัดสินใจว่าโตขึ้นเธอจะเป็นหมอเหมือนผู้ที่ช่วยชีวิตเธอ หลังจากรักษาตัวอยู่ ๒ ปีเธอจึงได้กลับบ้านและเวียตนามใต้ก็ถูกปกครองโดยคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ชื่อของกรุงไซ่ง่อนถูกเปลี่ยนเป็นโฮจิมินห์

๒๑ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๙ คิม ฟุค ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เธอได้มาเผชิญหน้ากับบุคคล ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่?ำใจได้ง่ายแต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้างคิม ฟุค เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้วเธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ พูดมาถึงตรงนี้ ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจ ออกมาว่า 'ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ทั้งใ นปัจุบัน และอนาคต' เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูด ด้วยสีหน้าเจ็บปวด ว่า 'ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ' คิม เข้าไป โอบกอดเขา แล้วตอบว่า 'ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย' ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิมฟุคเล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและทั้งใจ จนเธอเอง ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร แต่แล้ว เธอก็พบว่า สิ่งที่ทำร้ายเธอจริงๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดชังที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง

' ฉันพบว่า การบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้ สามารถฆ่าฉันได้ '

ผมอ่านจบก็พาลนึกถึงเรื่องที่ทำงานของผู้ร่วมท่านหนึ่งที่ร่วมงานด้วยซึ่งเพื่อนร่วมงานหลายๆท่านลงความเห็นว่านิสัยเสียอย่างร้ายกาจ จนผมต้องโคจรมาพบด้วยและก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เพื่อนๆร่วมงานหลายๆท่านบอกเอาไว้นั้นเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความโกรธสุมแค้นฝังลึกของผมเริ่มกัดกร่อนใจผมเองจนอยากระเบิดออกมาเดี๋ยวนั้น แต่สำนึกแห่งการให้อภัยของผมกลับคืนมาหลังจากอ่านอีเมลฉบับบนี้และอฐิษฐานขอพระเจ้ายกโทษให้แก่ความโกรธของผมที่มีต่อเธอเหมือนกับที่พระองค์ยกโทษต่อความผิดบาปที่ผมกระทำเอาไว้
ขอบพระคุณสำหรับอีเมลซึ่งหาที่มาไม่ได้ฉบันี้ครับ
|
อ่านเรื่องอื่นๆหรือแวะทักทายที่
http://อาจารย์เข่.kroobannok.com
วันที่ 21 ต.ค. 2552
Advertisement
 เปิดอ่าน 8,579 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,589 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,480 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,720 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,511 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,549 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,443 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,466 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,459 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,501 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,647 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,529 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,563 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,540 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,473 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,547 ครั้ง
|

เปิดอ่าน 8,461 ☕ คลิกอ่านเลย |

เปิดอ่าน 8,500 ☕ คลิกอ่านเลย | 
เปิดอ่าน 8,426 ☕ คลิกอ่านเลย | 
เปิดอ่าน 8,462 ☕ คลิกอ่านเลย | 
เปิดอ่าน 8,584 ☕ คลิกอ่านเลย | 
เปิดอ่าน 8,469 ☕ คลิกอ่านเลย | 
เปิดอ่าน 8,605 ☕ คลิกอ่านเลย |
|
≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡ 
เปิดอ่าน 15,106 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 25,336 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 42,294 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 15,633 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 24,054 ครั้ง |
|
|