ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > คนไทยสอบตกอ่านหนังสือ

คนไทยสอบตกอ่านหนังสือ

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2558 เปิดอ่าน : 4,356 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
คนไทยสอบตกอ่านหนังสือ

Advertisement

วันที่ 15 ธันวาคม ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) จัดประชุมระดมแนวคิด "การพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย" โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาวะ ในทางทฤษฎีแล้วถือกันว่าเป็นรากฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาและช่วยหนุนการสร้างเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม การมีข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์การอ่านของประเทศ ถือว่าสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางส่งเสริมการอ่านของประเทศ

รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวว่า อีกทั้งยังเป็นข้อมูลติดตามผลของการรณรงค์ว่าช่วยให้การอ่านของประเทศเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จึงได้ทำการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการ "การสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่าน ระยะที่ 2" ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย We Voice ที่เป็นนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยและหลายสาขาวิชา ทั้งสถิติ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ เพื่อสร้างตัวชี้วัดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่สะท้อนภาพรวมการอ่านของประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอ่าน โดยการสำรวจครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการประชุมจะเป็นการหารือแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านให้เหมาะสม ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้าน นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า ผลการศึกษาโครงการสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยกลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งหมด 1,753 ตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการอ่านผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 166 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 222.5 นาทีต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อที่มีการแชร์ผ่านสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามจากการหาค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-100 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ค่าดัชนีเท่ากับ 40.4 หมายความว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่น้อย ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานซึ่งต้องได้ค่าดัชนีเท่ากับ 50 ขึ้นไป นอกจากนี้พบว่า มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เฉลี่ย 272 บาทต่อเดือน โดยร้อยละ 55.4 ที่มีการซื้อและร้อยละ 44.6 ไม่ได้ซื้อหนังสือเลย

อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือและสื่อต่างๆ มากที่สุดคือ ชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ร้อยละ 30.7 รองลงมาคือ ไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 29 และสายตาไม่ดี ร้อยละ 19.4 นอกจากนี้มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 4.3 ที่อ่านหนังสือไม่ออก เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.2 มองว่าหนังสือมีราคาแพงเกินไป ร้อยละ 8.3 ไม่มีเงินซื้อ และร้อยละ 10.4 ไม่มีแหล่งให้ยืมหนังสือ

นางสุดใจ กล่าวต่อว่า ขณะที่การสำรวจตัวอย่างจากพ่อแม่ผู้ปกครอง 398 คน ของกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ พบว่าระยะเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้เด็กฟังเท่ากับ 709.5 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ให้เด็กฟังเฉลี่ย 615.8 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 70.9 นาทีต่อสัปดาห์ เมื่อสำรวจกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวที่ช่วยส่งเสริมการรักการอ่านหรือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 มีการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยร้อยละ 83.2 จะอ่านหนังสือให้เด็กฟัง รองลงมาเป็นการให้คำชมเวลาเด็กอ่านหนังสือ ร้อยละ 81.3 และร้อยละ 78.6 ใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน อย่างไรก็ตามค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านเด็กปฐมวัยได้ค่าดัชนีเท่ากับ 49.6 หมายความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในระดับปานกลาง

"ข้อเสนอแนะสำคัญที่ได้จากการวิจัยนี้คือ ควรเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชน พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกเพศทุกวัยรักการอ่านมากขึ้น โดยสนับสนุนการมีพฤติกรรมตนเอง และเด็กๆ เยาวชน ให้ชอบอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน ส่วนกรณีเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองควรเพิ่มการอ่านหนังสือให้ลูก หลานฟังให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ รวมถึงดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กในการใช้อุปกรณ์ดิจิตอล สนับสนุนและส่งเสริมการผลิต พัฒนาเนื้อหา และรูปแบบของข้อมูล/ความรู้ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ เพื่อมุ่งพัฒนาความรู้ และทักษะตามความสนใจของกลุ่มคนต่างๆ" นางสุดใจ กล่าว 

 

ที่มา บ้านเมือง วันที่ 16 ธันวาคม 2558

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> คนไทยสอบตกอ่านหนังสือ , << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
กำหนดการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38ค.(2)เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2564☕ 8 มี.ค. 2564
กำหนดการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38ค.(2)เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2564
เปิดอ่าน 2,294 ครั้ง
"อัมพร"ยันปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐานไม่สะดุด☕ 8 มี.ค. 2564
"อัมพร"ยันปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐานไม่สะดุด
เปิดอ่าน 680 ครั้ง
แฉตั้งกองทุนเถื่อนชวนครูเป็นสมาชิก ลักษณะลงทุนคล้ายแชร์ลูกโซ่☕ 8 มี.ค. 2564
แฉตั้งกองทุนเถื่อนชวนครูเป็นสมาชิก ลักษณะลงทุนคล้ายแชร์ลูกโซ่
เปิดอ่าน 640 ครั้ง
ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน☕ 5 มี.ค. 2564
ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน
เปิดอ่าน 5,528 ครั้ง
"คุณหญิงกัลยา"ชูนโยบายเรื่องโค้ดดิ้ง ยันไม่ทิ้ง"การศึกษาจังหวัด- โรงเรียนดีสี่มุมเมือง"☕ 5 มี.ค. 2564
"คุณหญิงกัลยา"ชูนโยบายเรื่องโค้ดดิ้ง ยันไม่ทิ้ง"การศึกษาจังหวัด- โรงเรียนดีสี่มุมเมือง"
เปิดอ่าน 2,347 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เจ๋งอ่ะ! 20 วิธีลดน้ำหนัก ผลาญ 500 แคลอรี่ต่อวันเจ๋งอ่ะ! 20 วิธีลดน้ำหนัก ผลาญ 500 แคลอรี่ต่อวัน
เปิดอ่าน 16,765 ครั้ง
ชนชาติแรกที่สูบบุหรี่ชนชาติแรกที่สูบบุหรี่
เปิดอ่าน 9,377 ครั้ง
เผยโฉมอินเตอร์เฟซของ Google Padเผยโฉมอินเตอร์เฟซของ Google Pad
เปิดอ่าน 8,661 ครั้ง
“การพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ”“การพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ”
เปิดอ่าน 21,583 ครั้ง
หยุดทำร้ายเด็กไทยโดยใช้ผลการสอบ O-NET ตัดสินเลื่อนชั้น(ได้-ตก)หยุดทำร้ายเด็กไทยโดยใช้ผลการสอบ O-NET ตัดสินเลื่อนชั้น(ได้-ตก)
เปิดอ่าน 11,290 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ