เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศึกษาธิการ)เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ครั้งที่ 599/3/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลักสูตรและหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของ สสวท. มีเนื้อหาที่ลึกและยากเกินไปสำหรับเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็ก หลายเนื้อหาที่ประเทศไทยเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในต่างประเทศกลับเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เกิดภาวะ “เรียนไม่ทันหลักสูตร” และกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้เรียนจำนวนมาก เปรียบเหมือนหลักสูตรของเราใส่ปุ๋ยเร่งโต เด็กบางคนโตไม่ทันปุ๋ย ทำให้หลายคนรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องยาก ทั้งที่จริงแล้วเด็กไทยมีศักยภาพ เพียงแต่รูปแบบการเรียนรู้ยังไม่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายสำคัญ 7 ด้าน เพื่อปรับบทบาทของ สสวท. ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และลดภาระของครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบหนังสือเรียนให้ “ย่อยง่าย” มากขึ้น ทั้งในด้านเนื้อหา ภาษา และรูปเล่ม รวมถึง หนังสือเรียนของ สสวท. ปัจจุบันมีน้ำหนักมาก เนื่องจากการใช้กระดาษหนา ทำให้นักเรียนต้องแบกภาระทั้งทางกายและทางจิตใจ จึงควรปรับวัสดุให้เบาลง และออกแบบบทเรียนใหม่ให้อ่านเข้าใจง่ายได้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน เนื้อหาหรือแบบฝึกหัดที่ซับซ้อน เช่น การพิสูจน์ทฤษฎี หรือการอธิบายเชิงลึก ควรเชื่อมต่อด้วย QR Code ไปยังคลิปวิดีโอหรือสื่อดิจิทัล เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต
นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสื่อการสอน โดยระบุว่า หลายโรงเรียนโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทไม่มีห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทดลอง หรืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ ส่งผลให้ครูจำนวนมากต้องใช้วิธี “แลปแห้ง” หรือการสอนโดยไม่มีการทดลองจริง ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติ จึงเสนอให้ สสวท. ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนห้องแลปและอุปกรณ์ทดลองเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน พร้อมทั้งผลักดันให้มีระบบบริหารจัดการสารเคมีหลังการทดลองอย่างถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ ยังมอบนโยบายให้ลดภาระการอบรมที่ไม่จำเป็นของครู และเน้นการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่แทน เนื่องจากโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ครูจำเป็นต้องได้รับการอัปเดตองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สามารถถ่ายทอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาโครงการสอนออนไลน์ Project 14 ของ สสวท. ให้ก้าวไปสู่ระบบ Interactive Learning ที่ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียนได้แบบเรียลไทม์ โดยมี AI ช่วยตอบคำถามหรืออธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมทันทีเมื่อผู้เรียนเกิดข้อสงสัย ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษา
“ผมอยากเห็นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่วิชาที่สร้างความกลัวหรือความกดดัน สสวท. ต้องไม่ใช่แค่หน่วยงานทำหลักสูตร แต่ต้องเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับอนาคตของประเทศผ่านการศึกษา” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 17 พฤษภาคม 2569