ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


Advertisement

ข่าวการศึกษา     ความรู้ทั่วไป     งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคมเรื่องราวจากสมาชิก  ▶ ข่าว/บทความ ▶ หน้าแรก

สตรี "วัยทอง" กับการใช้ฮอร์โมน


เรื่องราวจากสมาชิก

8,336

views
Advertisement

สตรี "วัยทอง" กับการใช้ฮอร์โมน

สตรี "วัยทอง" กับการใช้ฮอร์โมน

 



" ตรีวัยทองก็คือ
วัยหมดประจำเดือน
ซึ่งหมายถึง
การมีประจำเดือน
ครั้งสุดท้าย
ที่ทราบได้
โดยการ
นับย้อนหลังไป
ภายหลัง
จากที่ไม่มี
ประจำเดือน
มานาน 1 ปี "

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สตรีวัยทองก็คือ วัยหมดประจำเดือน (Menopause : เมโนพอซ) ซึ่งหมายถึง การมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่ทราบได้โดยการ นับย้อนหลังไปภายหลัง จากที่ไม่มีประจำเดือนมานาน 1 ปี และในช่วงนี้จะมีอาการผิดปกติ เช่น ขี้หงุดหงิด, อาการร้อนวูบวาบ, มีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์, อาการกระดูกพรุน, กระดูกเปราะบาง-หักง่าย, มีอาการของระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นผลมาจาก การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างมาจากถุงไข่ในรังไข่ โดยที่สตรีจะมีจำนวนถุงไข่ในรังไข่ลดลงเรื่อยๆ ในช่วงใกล้หมดประจำเดือน จำนวนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน ขณะเดียวกันฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นมาได้เอง เพื่อป้องกันไม่ให้เอสโตรเจนกระตุ้นร่างกายมากเกินไป ช่วยรักสมดุลตามธรรมชาติก็จะลดลงด้วย ในสตรีวัยทอง ดังแผนภาพ

 

แผนภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในสตรีวัยทอง
ช่วงก่อนและหลังจากที่หมดประจำเดือน 3 ปี

 

จากแผนภาพข้างต้น ท่านจะเห็นได้ว่าจำนวนถุงไข่ลดลง ทำให้ระดับเอสโตรเจนลดลงอย่างไม่สม่ำเสมอ เป็นผลให้ประจำเดือน ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน 2 ปี เริ่มไม่สม่ำเสมอ มาบ้าง-ขาดบ้าง, มาน้อย-มามาก และไม่มีการตกไข่ ซึ่งก็หมาย ถึงไม่มีการตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป

 

สรุปง่ายๆ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก็คือ เอสโตรเจนทำให้มีการตกไข่ และมีการเตรียมพร้อมของเยื่อบุภายในโพรงมดลูกที่จะบุตัวให้หนา มีเลือดมาเลี้ยงให้มากขึ้น พร้อมที่จะรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม เกิดเป็นลูกน้อยของท่าน ในขณะที่ภายหลังการตกไข่ได้ 7-10 วัน จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาเปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูก ที่ไม่ได้มีไข่มาฝังตัวให้หลุดลอกออกมาเป็น "ประจำเดือน" หรือเมนส์ ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ดังนั้นเมื่อจำนวนถุงไข่ลดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจน ลดลงส่งผลให้โปรเจสเตอโรนลดลงด้วยอาการต่างๆ ที่ตามมาอย่างชัดเจนก็คือ

 

  • อาการของระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด

 

ทั้งสองระบบได้รับผลจากเอสโตรเจนคล้ายๆ กัน คือ เอสโตรเจนจะทำให้ช่องคลอดและระบบทางเดินปัสสาวะมีสภาวะเป็นกรด ช่วยป้องกันการลุกล้ำของเชื้อแบคทีเรียที่จะปนเปื้อนมาจากทวารหนัก ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เมื่อขาดเอสโตรเจน จะทำให้ความเป็นกรดลดลง ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เซลล์ ของระบบทางเดินปัสสาวะฝ่อลง ปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และทำให้ช่องคลอดแห้ง-คันอีกด้วย

 

  • อาการร้อนวูวาบตามตัว

 

ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที ผิวหนังบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก จะแดงเหมือนมีกลไกมากระตุ้นให้เกิดการระบายความร้อน ของร่างกายออกมาทำให้ผิวหนังแดง และมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ สาเหตุก็มาจากการเสียสมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ส่งผลไปกระทบต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายไปด้วย

 

  • อาการกระดูกพรุน

 

โดยปกติ กระดูกจะมีกระบวนการทำลายและสร้างใหม่อยู่ตลอด โดยจะมีการสะสมของแคลเซียมเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก รวมถึงมีกระบวนการปรับรูปร่างของกระดูกให้เหมาะสม ในการรับน้ำหนักของร่างกาย ซึ่งการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จะทำให้มีการทำลายกระดูกมากขึ้นและการสร้างกระดูกใหม่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มวล (น้ำหนัก) ของกระดูกลดลงเข้าสู่สภาวะกระดูกพรุน เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นจึงมีคำแนะนำให้สตรีในวัยทอง รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ จนกระทั่งมี "นมเสริมแคลเซียม" ออกมาจำหน่ายพร้อมๆ กับอาหารเสริมแคลเซียมชนิดอื่นๆ

 

  • ผลต่อไขมันในเลือด

 

จากสถิติในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตันพบว่า สตรีก่อนวัยหมดประจำเดือนเป็นน้อยกว่าชายแต่เมื่อเข้าสู่วัยทอง ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะเพิ่มมากกว่าชาย ทั้งนี้เนื่องจาก ผลของเอสโตรเจนมีต่อตับคือ เอสโตรเจนจะมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดไขมันของตับ ดังนั้นการขาดเอสโตรเจน จะมีผลทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นอันตรายถึงขั้น หลอดเลือดตีบตันและโรคหัวใจตามมา

 

  • อาการประจำเดือนหดหายหรือกะปริดกะปรอย

 

ซึ่งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน รังไข่ และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั่นเอง

 

การรักษา

 

หลักการรักษา คือ การใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือชดเชยส่วนที่ขาดไป ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนโดยให้ร่วมกันเป็นรอบๆ เช่น ให้เอสโตรเจนในวันที่ 1-25 และให้โปรเจสเตอโรนในวันที่ 14-25 คล้ายกับระดับฮอร์โมนตามธรรมชาติ ขณะที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และทำให้มีเลือดออกหลังการหยุดใช้ฮอร์โมนในแต่ละรอบ เหมือนการมีประจำเดือนปกติ หรือการใช้ฮอร์โมนทั้งสองร่วมกัน อย่างต่อเนื่องไปตลอด ซึ่งจะทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอย ในช่วงเดือนแรกที่รับประทานยา จนเมื่อร่างกายปรับตัวได้ เลือดจะหยุดไหลไปเอง นอกจากสตรีนั้นจะตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว ก็จะไม่มีประจำเดือนในทุกกรณี

 

อย่างไรก็ตาม ยาทุกชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การใช้ยาฮอร์โมนทดแทน ก็เช่นกัน มีข้อห้ามใช้อยู่บ้าง

 

1. ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์

 

เนื่องจากเอสโตรเจนกระตุ้นการแบ่งเซลล์ทั้งเซลล์ปกติ และเซลล์มะเร็ง แม้ว่าเซลล์มะเร็งจะได้รับการผ่าตัดออกไปแล้ว แต่ถ้ามีหลงเหลืออยู่ฮอร์โมนจะไปกระตุ้นการเจริญของเซลล์เหล่านั้น ให้กลับมาเจริญเติบโตเป็นมะเร็งอีก ดังนั้นสตรีทุกท่านโดยเฉพาะ เมื่อมีอายุเกิน 30 ปีไปแล้ว ควรจะตรวจภายในทุกปี และศึกษาวิธีคลำ หรือตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองและหมั่นตรวจอยู่เสมอๆ หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ต้องรีบไปพบสูตินรีแพทย์ ส่วนการรับประทานยาฮอร์โมนก็เช่นกัน ท่านต้องแน่ใจว่า ไม่มีมะเร็งหรือก้อนเนื้อผิดปกติของอวัยวะทั้ง 2 ที่จึงจะรับประทานได้

 

2. โรคตับ

 

โดยเฉพาะระยะที่มีอาการกำเริบ เช่น ตาเหลือง-ตัวเหลือง อ่อนเพลีย-หมดแรง เพราะเอสโตรเจนมีผลต่อระบบเอนไซม์ของตับ ส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับไขมันในเลือด หลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจตามมา

 

3. เป็นโรคเลือดหรือมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของเลือด

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ "วัยทอง" เป็นวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสตรีทุกคน แต่เราสามารถชะลอความแก่และลดอาการต่างๆ ของการขาดฮอร์โมนได้ ด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน หลักในการใช้สรุปได้ดังนี้

 


 
      วัยทอง คืออะไร
ภาวะหมดประจำเดือนคืออะไร
การให้ฮอร์โมนทดแทน
ประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจน
ไฟโตเอสโตรเจนคืออะไร
ถั่วเหลืองกับสุขภาพ


วัยทอง คืออะไร
วัยทอง เป็นช่วงต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและวัยสูงอายุ ประชากรชายและหญิงในช่วงอายุ 40 หรือ 45 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะมีการผลิตฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลในวัยนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในครอบครัวและสังคมได้ ในผู้ชายวัยทอง การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ไม่ได้ลดลงอย่างเฉียบพลัน ผู้ชายบางคนก็อาจมี หรือหยุดทันทีเหมือนผู้หญิง ในทางตรงกันข้าม วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงเป็นช่วงเวลาที่สิ้นสุดการมีประจำเดือนแล้ว เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เกิดอาการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว กลุ่มอาการหมดประจำเดือน (Menopausal Symptom) ได้แก่ มีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่าย บางคนมีปัสสาวะบ่อย แสบ เวลาไอจามอาจมีปัสสาวะเล็ด ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวที่พบ ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดจากการมีระดับไขมันในเลือดสูงโดยเฉพาะระดับโคเลสเตอรอล บางรายอาจเกิดโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุมากขึ้น

ภาวะหมดประจำเดือนคืออะไร
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง ช่วงเวลาที่ประจำเดือนเริ่มมาในเวลาที่ไม่แน่นอน ถี่บ้างห่างบ้างตามกระแสขึ้นลงของฮอร์โมนเพศ เราเรียกระยะนี้ว่า ระยะก่อนหมดประจำเดือน (Premenopause) ทำให้ผู้หญิงบางคนเริ่มมีอาการตามมาหลายอย่าง เช่น ประจำเดือนมาไม่เป็นเวลา นอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์แปรปรวน ร้อนวูบวาบ ในทางการแพทย์ ผู้หญิงจะเข้าวัยหมดประจำเดือนจริงๆเมื่อประจำเดือนหยุดมาอย่างสิ้นเชิงอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งอาจเกิดได้ระหว่างอายุ 45 - 55 ปี ขึ้นกับสุขภาพและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน เช่น บางคนหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือน้อยกว่า อายุโดยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยที่หมดประจำเดือนเท่ากับ 51 ปี ผู้หญิงที่เคยสูบบุหรี่หรือยังสูบบุหรี่อยู่มักจะเข้าวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าผู้หญิงทั่วไป การรักษาโรคบางอย่างที่ทำให้ต้องตัดรังไข่ออกหรือฉายรังสีที่ไข่ การให้เคมีบำบัดและยาบางชนิดอาจทำให้ประจำเดือนหยุดมาได้ แต่การตัดมดลูกโดยไม่ตัดรังไข่ไม่ถือว่าเป็นภาวะหมดประจำเดือน ท่านสามารถบอกตัวเองได้ว่ากำลังจะหมดประจำเดือนโดยสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น

1. ประจำเดือนมาไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆแล้วทิ้งช่วงหายไปหลายเดือนแล้วกลับมามีอีก มีเลือดประจำเดือนออกแบบมากกว่าปกติหรือมาทุก 2-3 สัปดาห์

2. อาการร้อนวูบวาบ (Hot Flash) ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะเคยมีอาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นบางครั้งมีอาการเหงื่อออกมากกว่าปกติทั้งที่อากาศเย็น หรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืนหรือขณะหลับอยู่ อาการเหล่านี้มักเกิดบ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด โดยความรุนแรงจะไม่เท่ากันในผู้หญิงแต่ละคน

3. มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับยาก บางคนตื่นบ่อยๆ กลางดึกหรือตื่นเช้ากว่าปกติ

4. มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย บางคนมีอาการเศร้าซึม

5. ปัญหาของช่องคลอด ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาร่วมเพศ หรือมีอาการแสบ คัน

6. ปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะ ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเยื่อบุท่อปัสสาวะบางลง และมีความแข็งแรงของกระเพาะปัสสาวะลดลง ผู้หญิงวัยทองมักมีอาการปัสสาวะแล้วแสบ กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้หรือไม่นาน ปัสสาวะเล็ดหรือราดเวลาไอจามหรือยกของหนัก

7. ความเต่งตึงและชุ่มชื้นของผิวหนังลดลงเพราะร่างกายสร้างสารคอลลาเจนลดลง ผิวหนังแห้งง่าย มักมีอาการคัน ควรหาโลชั่นหรือครีมทาจะช่วยให้หายคันได้

8. การเจริญพันธุ์ลดลง เนื่องจากเวลาตกไข่ไม่แน่นอน แต่สามารถตั้งครรภ์ได้เสมอจนกว่าประจำเดือนจะหยุดมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

การให้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy; HRT)
ผู้หญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือนจะมีภาวะที่มีฮอร์โมนบกพร่องและไม่สมดุลย์ ทำให้เกิดกลุ่มอาการหมดประจำเดือน การให้ฮอร์โมนทดแทนสามารถลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน อารมณ์แปรปรวน และช่วยลดอาการทางระบบสืบพันธุ์และปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งมีผลป้องกันกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนได้ แต่การให้ฮอร์โมนทดแทนในปัจจุบันยังมีข้อขัดแย้งถึงผลดีผลเสียที่เกิดจากการใช้ เช่น จากการศึกษาของกลุ่มผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา (Women’s Health Initiative) พบว่า การให้ฮอร์โมนทดแทนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นการให้ฮอร์โมนทดแทนจึงต้องพิจารณาเลือกให้เหมาะสมต่อผู้หญิงแต่ละคน โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ด้วยความกลัวต่อโรคมะเร็งทำให้ผู้หญิงจำนวนมากยอมทนอาการไม่สุขสบายต่างๆโดยไม่ยอมรับการใช้ฮอร์โมนทดแทนและมองหาการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกโดยใช้สารประกอบจากธรรมชาติ เช่น ไฟโตเอสโตรเจน

ประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจน
การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า คนตะวันตกเป็นมะเร็งของเต้านม มะเร็งของลำไส้ใหญ่และมะเร็งของต่อมลูกหมากสูงกว่าคนเอเชีย โดยมีทฤษฎีว่า อาหารของคนเอเชีย เช่น คนญี่ปุ่น คนจีน น่าจะมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนหรือกระบวนการชีวเคมีในเซลล์ของคน โดยมีหลักฐานแสดงว่า สารประกอบที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน เรียก ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืชหลายชนิด และผลเบอรี่ มีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งได้ โดยมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ ขบวนการเมตาบอลิสม การทำงานของเอนไซม์ การสร้างโปรตีน การทำงานของ Growth Factor การเพิ่มจำนวนและการเปลี่ยนสภาพของเซลล์มะเร็ง การเจริญเติบโตของเส้นโลหิต การรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคบางอย่างได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งของเนื้อเยื่อระบบสืบพันธุ์ และโรคกระดูกพรุน

ไฟโตเอสโตรเจนคืออะไร
ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) เป็นสารประกอบเอสโตรเจนที่พบได้ในพืชมากกว่า 300 ชนิดแต่มีมากที่สุดในถั่วเหลือง ไฟโตเอสโตรเจนออกฤทธิ์แบบเอสโตรเจนได้ต่ำกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนของคน (อยู่ในช่วงระหว่าง 1/500 ถึง 1/1000 เท่าของฤทธิ์ของ Estradiol) นอกจากนี้ไฟโตเอสโตรเจนยังสามารถแสดงฤทธิ์แบบยับยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนในร่างกาย (Antiestrogenic Effect) ได้ พบว่าที่ความเข้มข้นของ ไฟโตเอสโตรเจนขนาด 100 – 1,000 เท่าของเอสโตรเจนในร่างกายซึ่งเป็นระดับไฟโตเอสโตรเจนในเลือดที่พบได้หลังการรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณปกติ ไฟโตเอสโตรเจนจะแย่งจับ Estrogen Receptor กับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย และช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วยได้ด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นไฟโตเอสโตรเจนจึงอาจจะลดหรือยับยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนที่มีต่อเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน เช่น เนื้อเยื่อเต้านม เป็นต้น ซึ่งทำให้ไฟโตเอสโตรเจนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ เราสามารถแบ่งไฟโตเอสโตรเจนออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) คูมิสแตน (Coumestans) และลิกแนน (Lignan) ไฟโตเอสโตรเจนที่พบมากในอาหารของคนคือ ไอโซฟลาโวนและลิกแนน ไอโซฟลาโวนซึ่งมีฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจนมีในถั่วหลายชนิดโดยเฉพาะในถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของคน ส่วนลิกแนนนั้นพบในธัญพืช ผักและผลไม้ ในถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวนที่สำคัญคือ เดดซีน (Daidzein) และ จีนีสทีน (Genistein) ในปัจจุบันการวิจัยมากมายมุ่งเน้นความสนใจมาที่ “ไอโซฟลาโวน”

ถั่วเหลืองกับสุขภาพ

ถั่วเหลืองกับภาวะหมดประจำเดือน
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักมีอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด มีอาการทางผิวหนังและเยื่อบุบริเวณช่องคลอด (อักเสบ แห้ง) รวมทั้งมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น การใช้ฮอร์โมนทดแทนแม้จะช่วยลดอาการไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นแต่ก็มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม การรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองซึ่งมีไอโซฟลาโวนเป็นส่วนประกอบและมีสูตรโครงสร้างคล้ายเอสโตรเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงที่ไม่ต้องการใช้ฮอร์โมนทดแทน ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบแล้วยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนรวมทั้งลดระดับไขมันในเลือดได้ มีการศึกษาจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าการบริโภคโปรตีนถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโวนหรือการเสริมไอโซฟลาโวนสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดอาการร้อนวูบวาบที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน นากาตะและคณะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองกับความถี่ของอาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงญี่ปุ่น ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นที่รับประทานผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากทั้งในแง่ปริมาณรวมของถั่วเหลืองและไอโซฟลาโวนจะมีความถี่ของอาการร้อนวูบวาบน้อยกว่า มีรายงานว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในยุโรปมีอาการร้อนวูบวาบร้อยละ 70-80 ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในมาเลเซีย จีนและสิงคโปร์มีอาการร้อนวูบวาบร้อยละ 57, 18 และ 14 ตามลำดับ
ฮันท์ลีย์และเอิรนสท์ ได้ทำการประเมินประโยชน์ของการใช้ถั่วเหลืองและไอโฟลาโวนโดยวิเคราะห์ผลจากการวิจัยทางคลินิก (Randomized Clinical Trials) 10 เรื่อง พบว่า ผลการศึกษายังมีความขัดแย้งคือ มี 4 การศึกษาที่แสดงถึง ประโยชน์ของการบริโภคไอโซฟลาโวนตั้งแต่ 34 ถึง 134 มิลลิกรัมต่อวันทั้งในรูปแป้งถั่วเหลือง โปรตีนถั่วเหลืองหรือสกัดใส่แคบซูลในการช่วยลดกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน ขณะเดียวกันอีก 6 งานวิจัยไม่แสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ถั่วเหลืองกับโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีความผิดปกติของกระดูกทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เกิดกระโกหักได้ง่ายแม้ได้รับการกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อย ทำการวินิจฉัยได้โดยการวัดความหาแน่นของมวลกระดูก สาเหตุที่พบได้บ่อยและสำคัญมากที่สุดคือ การขาดเอสโตรเจนจาการหมดประจำเดือน แคลเซียมมีผลต่อมวลกระดูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ การเสริมแคลเซียมสามารถทำให้มวลกระดูกสูงขึ้นแม้จะได้รับแคลเซียมจากอาหารเพียงพอตามข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (RDA) แล้ว ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียเนื้อกระดูกประมาณร้อยละ 3-5 ต่อปีในเวลา 3-5 ปี ทำให้มวลกระดูกลดลงประมาณ 15 % หลังจากนั้นอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกจะลดลงสู่ระดับเดิมคือ ร้อยละ 0.5 – 1 ต่อปีจนเข้าสู่วัยสูงอายุ การเสริมแคลเซียมในช่วงนี้ไม่สามารถขจัดผลของการขาดเอสโตรเจนได้แต่ช่วยลดผลที่เกิดจากการขาดแคลเซียม ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียมจากอาหารวันละ 800 – 1200 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม ปลาทอดกรอบกินได้ทั้งกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้ เป็นต้น การศึกษาการบริโภคแคลเซียมในผู้ใหญ่ชาวไทย พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 361 มิลลิกรัมต่อวันเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าที่ควรได้รับประจำวันมาก การศึกษาทางระบาดวิทยาได้แสดงให้เห็นว่า การบริโภคแคลเซียมที่น้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน มีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดสะโพกหักในชาวยุโรป และการเสริมแคลเซียมมีผลป้องกันการเกิดกระดูกหักจากภาวะกระโกพรุนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ในกรณีที่อาหารอย่างเดียวไม่สามารถให้แคลเซียมเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอาจพิจารณาให้ยาเม็ดแคลเซียมเสริม เช่น Calcium Carbonate, Calcium Citrate เป็นต้น
การทดลองในหนูพบว่า จีนิสทีน (ไอโซฟลาโวนชนิดหนึ่ง)ให้ผลคล้ายยาประเภทเอสโตรเจนชื่อ พรีมาลิน (Premalin) สามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โปรตีนถั่วเหลืองสามารถป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกที่เกิดจากขาดฮอร์โมนจากรังไข่ของหนูที่ถูกตัดรังไข่ทิ้ง (เกิดการสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายกระดูก) สำหรับการศึกษาในคนนั้น ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลว่า ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ เนื่องจากมีการศึกษาทีแสดงให้เห็นว่า มีการสูญเสียของมวลกระดูกน้อยกว่าหรือเพิ่มมวลกระดูกมากกว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับไอโซฟลาโวนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ก็มีการศึกษาที่ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองเพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนมากกว่าจะรับประทานเป็นเม็ดยา

ถั่วเหลืองกับโรคหัวใจขาดเลือด
โดยทั่วไปหญิงวัยหมดระดูจะมีเอชดีแอล-คลอโคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ลดลงและแอลดีแอล-คลอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการลดลงของระดับเอสโตรเจน ปัจจัยต่อไปนี้ ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เบาหวาน อ้วน การขาดการออกกำลังกาย และดื่มเหล้า เป็นปัจจัยเสี่ยงทีสำคัญที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ประชากรที่กินอาหารที่มีโปรตีนจากพืชสูงจะมีอุบัติการของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและภาวะคลอเลสเตอรอลสูงในเลือดต่ำกว่าประชากรที่กินอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์สูง แอนเดอสันและคณะได้วิเคราะห์รายงานวิจัยทางคลินิก 38 เรื่องโดยข้อมูลบ่งชี้ว่า การกินโปรตีนถั่วเหลืองเฉลี่ย 47 กรัมต่อวันทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดลดลงร้อยละ 9 แอลดีแอล-คลอเลสเตอรอลลดลงร้อยละ 13 ไตรกลีเซอไรด์ลดลงร้อยละ 10 เชื่อว่าเป็นผลจากไฟโตเอสโตรเจนโปรตีนถั่วเหลือง 60-70 % องค์การอาหารและยาของอเมริกา (Food and Drug Administration, FDA ) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกา (American Heart Association, AHA)ได้แนะนำให้กินโปรตีนจากถั่วเหลือง 25 กรัม ต่อวันและให้โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มี ไขมันอิ่มตัวและคลอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งอาจจะลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

ถั่วเหลืองกับโรคมะเร็ง
มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งมดลูก มะเร็งรังไข่ ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนในร่างกายและโรคหัวใจขาดเลือด มีอุบัติการต่ำกว่าในเอเชียและยุโรปตะวันออกเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก มีรายงานว่าประเทศญี่ปุ่นมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนต่ำสุด ผู้อพยพชาวเอเชียที่อยู่ในประเทศตะวันตกที่ยังรับประทานอาหารตามประเพณีดั้งเดิมของตนมีอัตราเสี่ยงต่อโรคไม่สูงขึ้น แต่กลุ่มที่หันไปบริโภคแบบตะวัตตกมีอัตราเสี่ยงต่อโรคสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่า เกี่ยวข้องกับไฟโตเอสโตรเจน โดยขึ้นกับปริมาณถั่วเหลืองที่แต่ละท้องถิ่นบริโภค เช่น คนญี่ปุ่นรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองวันละ 200 มิลลิกรัม คนเอเชียจะได้รับไอโซฟลาโวนจากอาหารวันละ 25-45 มก. จากอาหารจำพวกถั่วเมล็ดแห้งสูงกว่าคนในประเทศตะวันตก (อย่างน้อยกว่า 5 มิลลิกรัมตอวัน) ฮิรายามาและคณะพบว่าผู้หญิงญี่ปุ่นที่รับประทานซุปเต้าเจี้ยวมากจะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่ำกว่า (ความสัมพันธ์ผกผัน) ผู้ชายญี่ปุ่นที่กินเต้าหู้มากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นครึ่งหนึ่งของของคนที่กินเต้าหู้น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ คนญี่ปุ่นที่กินเต้าหู้มากมีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารต่ำ คนจีนที่กินถั่วเหลืองมากกว่า 5 กิโลกรัมต่อปีมีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารลดลงร้อยละ 40 หญิงจีนที่กินอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งมะเร็งปอดเป็น 3.5 เท่า และมะเร็งเต้านมเป็น 2 เท่าของหญิงจีนที่กินอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองทุกวัน

โพสต์โดยสมาชิกหมายเลข 4030 วันที่ 21 เม.ย. 2552

เต็งลั้ง โคมแดง โคมจีน โคมเต็งลั้ง โคมผ้ากำหมะหยี่ (ราคาต่อคู่) โคมตรุษจีน แขวนหน้าบ้าน ร้านค้า #60 #80 #100 #120

฿949

https://s.shopee.co.th/4q9unuFgOX?share_channel_code=6


สตรี "วัยทอง" กับการใช้ฮอร์โมนสตรีวัยทองกับการใช้ฮอร์โมน

Advertisement

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

๘  วิธีฟื้นฟูจิตใจ

๘ วิธีฟื้นฟูจิตใจ


เปิดอ่าน 8,348 ครั้ง
ตำนานเซ็งเป็ด!!

ตำนานเซ็งเป็ด!!


เปิดอ่าน 8,373 ครั้ง
29 วิธีทำให้อายุยืน

29 วิธีทำให้อายุยืน


เปิดอ่าน 8,345 ครั้ง
6 เคล็ดลับก่อนอาบน้ำ

6 เคล็ดลับก่อนอาบน้ำ


เปิดอ่าน 8,328 ครั้ง

:: เรื่องปักหมุด ::

ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

เปิดอ่าน 8,337 ☕ คลิกอ่านเลย

Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
มหาวิทยาลัยยอดนิยม 10 อันดับ .... ปี 2552
มหาวิทยาลัยยอดนิยม 10 อันดับ .... ปี 2552
เปิดอ่าน 8,361 ☕ คลิกอ่านเลย

เจ้าหญิงวุ่นวาย เจ้าชายเย็นชา 46
เจ้าหญิงวุ่นวาย เจ้าชายเย็นชา 46
เปิดอ่าน 8,321 ☕ คลิกอ่านเลย

หวยเด็ด..เลขเด่น..1 พ.ย. 52?ของ อ. ดัง ยังมีให้เสี่ยง..แต่พอเพียงนะครับ..!เสี่ยงโชค
หวยเด็ด..เลขเด่น..1 พ.ย. 52?ของ อ. ดัง ยังมีให้เสี่ยง..แต่พอเพียงนะครับ..!เสี่ยงโชค
เปิดอ่าน 8,324 ☕ คลิกอ่านเลย

<<คำขวัญวันต่อต้านยาเสพติด ปี 2552>>
<<คำขวัญวันต่อต้านยาเสพติด ปี 2552>>
เปิดอ่าน 8,496 ☕ คลิกอ่านเลย

การรายงานวิจัยหน้าเดียว
การรายงานวิจัยหน้าเดียว
เปิดอ่าน 8,337 ☕ คลิกอ่านเลย

ผู้หญิง ระวัง...สารเคมีจากชุดชั้นในสีดำ (lisa)
ผู้หญิง ระวัง...สารเคมีจากชุดชั้นในสีดำ (lisa)
เปิดอ่าน 8,326 ☕ คลิกอ่านเลย

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

แบบก่อสร้างอาคารห้องสุมด ICT
แบบก่อสร้างอาคารห้องสุมด ICT
เปิดอ่าน 28,086 ครั้ง

บริษัทให้เช่ารถยนต์ที่ดี ต้องมี 5 สิ่งนี้ในบริการเช่ารถ
บริษัทให้เช่ารถยนต์ที่ดี ต้องมี 5 สิ่งนี้ในบริการเช่ารถ
เปิดอ่าน 828 ครั้ง

เอกสารการใช้ผลสอบ O-NET เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียน 80:20
เอกสารการใช้ผลสอบ O-NET เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียน 80:20
เปิดอ่าน 19,882 ครั้ง

เลขมงคลตามความฝัน
เลขมงคลตามความฝัน
เปิดอ่าน 31,413 ครั้ง

มาดามคูรี : เคมี
มาดามคูรี : เคมี
เปิดอ่าน 14,883 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


· Technology
· บทความเทคโนโลยีการศึกษา
· e-Learning
· Graphics & Multimedia
· OpenSource & Freeware
· ซอฟต์แวร์แนะนำ
· การถ่ายภาพ
· Hot Issue
· Research Library
· Questions in ETC
· แวดวงนักเทคโนฯ

· ความรู้ทั่วไป
· คณิตศาสตร์
· วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
· ภาษาต่างประเทศ
· ภาษาไทย
· สุขศึกษาและพลศึกษา
· สังคมศึกษา ศาสนาฯ
· ศิลปศึกษาและดนตรี
· การงานอาชีพ

· ข่าวการศึกษา
· ข่าวตามกระแสสังคม
· งาน/บริการสังคม
· คลิปวิดีโอยอดนิยม
· เกมส์
· เกมส์ฝึกสมอง

· ทฤษฎีทางการศึกษา
· บทความการศึกษา
· การวิจัยทางการศึกษา
· คุณครูควรรู้ไว้
· เตรียมประเมินวิทยฐานะ
· ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
· เครื่องมือสำหรับครู

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ