ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > บทความการศึกษา > เจาะ 40 ปีการศึกษาไทย เป๋ไปเป๋มา...ดิ่งลงเหว!! : ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์

เจาะ 40 ปีการศึกษาไทย เป๋ไปเป๋มา...ดิ่งลงเหว!! : ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 10 ม.ค. 2560 เปิดอ่าน : 43,203 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน

เจาะ 40 ปีการศึกษาไทย เป๋ไปเป๋มา...ดิ่งลงเหว!! : ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์

Advertisement

ในโอกาสที่ก้าวสู่ปีที่ 40 กับ "มติชน" ได้สัมภาษณ์นักการศึกษาผู้คร่ำหวอด และอดีตผู้บริหารด้านการศึกษาอย่าง ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้พาย้อนกลับไปดูพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ช่วงปี 2520 จนถึงปัจจุบัน ว่าการศึกษาไทยเติบโตก้าวหน้าอย่างไร หรือถอยหลังเข้าคลองอย่างที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กัน

40 ปีการศึกษาไทยเดินเป๋ไปเป๋มา

"ย้อนหลังกลับไป 40 ปี การศึกษาไทยตั้งแต่ปี 2521 ถึงปัจจุบัน มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. 34 คน เฉลี่ยอยู่ในตำแหน่งคนละ 1 ปีกว่า แค่นี้ก็เห็นชัดเจนว่าทำไมการศึกษาไทยถึงเดินเป๋ไปเป๋มา หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีพัฒนาในทางที่ดี เพราะมีความมั่นคง และชัดเจนในตัวบุคคลที่กุมบังเหียนการศึกษา โดยหลักการแล้ว ระบบการเมืองที่ดี ผู้บริหารประเทศต้องเลือกใช้คนที่เหมาะสม แต่ไทยยึดการเมืองเต็มตัว ไม่ว่ายุคสมัยไหนจะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย

40 ปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองใหญ่ๆ 4 พรรค เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม พรรคชาติไทยพัฒนา และไทยรักไทย (ทรท.) หรือเพื่อไทย (พท.) แต่ละยุคไม่มีความแตกต่าง เพราะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีตลอด จากที่ได้สัมผัสการทำงานหลายระดับ ตั้งแต่ทำงานกับรัฐมนตรีโดยตรง หรือเข้าไปช่วยงานการเมือง ได้ทำงานกับพรรคการเมืองโดยตรง ทุกพรรคไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะขับเคลื่อนการศึกษาไปทิศทางใด รัฐมนตรีที่เข้ามาบริหาร ศธ.จะใช้ความรู้สึกของตัวเอง ใช้คำแนะนำที่ไปหยิบจากตรงโน้นตรงนี้ ที่สุดก็สร้างแนวทางของตัวเอง คิดแบบฉาบฉวยเป็นเรื่องๆ ไม่ได้แก้เชิงระบบ

ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือช่วงรัฐบาล ทรท.ผมเข้าไปทำนโยบายการศึกษา แม้แต่คนที่เห็นว่านโยบายของผมดี เมื่อได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ไม่ได้ทำตามเท่าที่ควร สรุปคือระบบการเมืองไม่เป็นระบบ นโยบายพรรคไม่มีใครใส่ใจจริงจัง ประกอบกับการให้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะต่างตอบแทน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แผนพัฒนาการศึกษาชาติไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ที่ปรากฏชัดอีกประการหนึ่ง เห็นได้จาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่จนถึงวันนี้ บางมาตรายังไม่ทำ ฉะนั้น หลายอย่างเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหมือนเป็นคำตอบ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบ ไม่ว่าเป็นระบบพรรคการเมือง นโยบายพรรค หรือแม้แต่การออกเป็นกฎหมาย ก็ยังไม่ใช่คำตอบ ทำให้ปัญหาพอกหางหมู การศึกษาไทยแทนที่จะเดินขึ้น กลับเดินดิ่งลง"

การศึกษาขั้นพื้นฐานดิ่งเหว

"ภาพรวม 40 ปี การศึกษาไทยไม่พัฒนา ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทบไปทุกระดับ ไล่ตั้งแต่ปี 2520 ถึงปัจจุบัน ไทยผ่านการปฏิรูปหลักสูตรใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกปี 2521 และปรับใหญ่อีกครั้งปี 2544 ก่อนจะปรับเล็กในปี 2551 สาระที่มีปัญหาคือหลักสูตรปี 2544 มีข้อผิดพลาดหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือการเรียนในช่วงชั้นต้นๆ แทนที่จะสร้างเสริมทักษะในตัวเด็กให้แน่น ทั้งอ่านออกเขียนได้ หลักการค้นคว้า ตั้งคำถาม ความอยากรู้อยากเห็น กลับใส่เนื้อหา ทำให้ด้อยเรื่องพัฒนาทักษะที่จำเป็น ปัญหาชัดเจนคือทักษะการอ่านที่ปรากฏในผลการประเมินในระดับนานาชาติ วันนี้การศึกษาไทยอยู่ในสถานการณ์ที่เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ต้องบอกว่าการศึกษาไทยเบี้ยวตั้งแต่ออกแบบหลักสูตร

ประเด็นต่อมา ระบบการวัดผลแบบสอบไม่มีตก เกรด 1.00 ก็จบได้ สร้างผลเสีย เกิดปัญหามากมาย รวมถึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีระบบซ่อมเสริมที่ได้มาตรฐาน ต่างจากสมัยก่อนที่ใช้ระบบคะแนนรวม เด็กจำแนกความสามารถของตัวเองได้ตั้งแต่มัธยมต้น หากเรียนได้ 50% จะหันไปเรียนสายอาชีวะแทน พอใช้ระบบหน่วยกิต เด็กจะมุ่งเรียนให้จบ ม.6 และเรียนต่อมหาวิทยาลัย เกิดปริญญาเฟ้อ และส่งผลให้เด็กเรียนสายอาชีพลดลง ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในภาพรวมอ่อนลงทั้งประเทศ

อีกสาเหตุมาจากระบบการบริหารภายในของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เป็นผลมาจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ปรับโครงสร้างยุบ 14 กรม หรือ 14 องค์ชาย เป็น 5 องค์กรหลัก เพื่อให้ ศธ.เล็กลง แต่ สพฐ.กลับใหญ่ มีอำนาจมาก และไม่กระจายอำนาจอย่างแท้จริง แม้พยายามกระจายอำนาจบ้างโดยถ่ายโอนโรงเรียนไปยังท้องถิ่น แต่เป็นไปภายใต้อิทธพลของการเมืองท้องถิ่น ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้ระบบอย่างแท้จริง วิ่งเต้นต่อรองถ่ายโอนโรงเรียน รวมถึงไม่มีระบบประเมินว่าโรงเรียนที่ถ่ายโอนมีคุณภาพแค่ไหน โรงเรียนต้องอิสระ คล้ายระบบของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะระบบคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา ที่ทำให้ผู้อำนวยการทิ้งโรงเรียนไปวิ่งเต้นเพื่อให้ได้เป็นผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ รวมถึงระบบการคัดเลือกและโยกย้ายครู"

′อาชีวะ-อุดมศึกษา′เซเป็นทอดๆ

"อาชีวะมีปัญหาจากผลพวงของปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐาน สมัยก่อนคนนิยมเรียนอาชีวะค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันพัฒนาการเชิงวิชาการ และทักษะวิชาชีพของอาชีวะเองไม่พัฒนาเท่าที่ควรหากเทียบกับนานาประเทศ และเป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่อุดมศึกษามีปัญหามากไม่แพ้กันใน 40 ปี ถึงขั้นเซเป็นทอดๆ ในหลายเรื่อง ไม่ว่าความพยายามจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นวิทยาลัยครู ต่อมาเปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เสริมกับอำนาจทางการเมืองที่ต้องการให้จังหวัดของตนมีมหาวิทยาลัย ทำให้เกิด มรภ.มากถึง 41 แห่ง ส่งผลให้หลักการจัดการศึกษาเปลี่ยนไป จากที่เน้นฝึกหัดครู กลายมาสอนคณะทั่วไป รวมทั้งยังเกิดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีก 9 แห่ง รวมกับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และมหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้เกิดปัญหาผลิตบัณฑิตเกินความต้องการ

มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาเชิงปริมาณ มรภ.บางแห่งเตรียมเปิดสอนคณะแพทย์ศาสตร์ ขณะที่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ผลิตบัณฑิตเกินความต้องการ ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริหารคณะครุศาสตร์ฯ ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ ผลิตโดยไม่ได้คุมกำเนิดเชิงปริมาณ ปีที่ผ่านมามีบัณฑิตจบมากถึง 60,000 คน แต่บรรจุได้ปีละ 10,000 คน เท่ากับทำลายวิชาชีพของตนเอง วันนี้ชัดเจนว่าวิชาชีพครูอ่อนแอมาก กลายเป็นความเสียหายของประเทศชาติ ซึ่งทุกอย่างวนกลับไปที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน หากระบบผลิตครูอ่อนแอ ไม่มีคุณภาพ ก็ไม่สามารถสอนเด็กให้มีคุณภาพได้"

ยกเครื่องผลิตครู-จัดกลุ่มมหาวิทยาลัย

"วันนี้หากจะแก้ปัญหา ต้องโฟกัสที่การศึกษาขั้นพื้นฐานมากๆ เพราะมีปัญหาตั้งแต่ระบบผลิตครูที่ให้เรียนตามวิชาเอก ทั้งที่การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการครูที่สอนได้ทุกวิชา ยกเว้นระดับมัธยมปลาย ที่ต้องการครูที่เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา หากการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็ง ระดับอาชีวะและอุดมศึกษาจะเข้มแข็งตามไปด้วย

ถามว่าจะแก้อย่างไร ต้องตัดสินใจเชิงระบบหลายๆ เรื่อง มหาวิทยาลัยไทยอาจต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เช่น จัดกลุ่มมหาวิทยาลัย แม้จำนวนไม่ลดลง ปัจจุบันระบบการดูแลควบคุมลดลง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐที่เปิดสาขาเพิ่ม และรับนักศึกษามาก มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อาศัยชื่อเสียงเป็นตัวล่อ ทำให้มหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่มีคนเรียน และต้องหาวิธีให้อยู่รอด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องดี สร้างความเสียหาย ผลิตบัณฑิตออกมาตกงาน ไม่ตรงตามความต้องการ"

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

"ระบบคัดเลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความเสียหายมาก อย่างระบบเอ็นทรานซ์เหมาะสมกับยุคสมัยก่อน เพราะมหาวิทยาลัยมีไม่มาก แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน เงื่อนไขสังคมก็เปลี่ยน ระบบเอ็นทรานซ์ไม่ตอบโจทย์ เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบแอดมิสชั่นส์กลาง แต่มหาวิทยาลัยก็มีข้ออ้างรับตรง ทำให้เกิดปัญหาวิ่งรอกสอบ และความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยต้องคิดถึงประเทศชาติ และความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างระบบให้เป็นธรรม ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง ส่วนระบบใหม่ที่จะเริ่มใช้ปี 2561 เป็นระบบที่ดี

แต่คิดว่ามหาวิทยาลัยต้องสร้างข้อแม้ให้ตัวเอง พยายามดิ้นรนให้ระบบบิดเบี้ยวอีก"

 

ขอบคุณที่มาจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 09 ม.ค. 2560 เวลา 20:22:16 น.

 

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> เจาะ 40 ปีการศึกษาไทย เป๋ไปเป๋มา...ดิ่งลงเหว!! : ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ , , เจาะ , 40 , ปีการศึกษาไทย , เป๋ไปเป๋มา...ดิ่งลงเหว!! , : , ศ.พิเศษ , ดร.ภาวิช , ทองโรจน์ << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
หมดยุค"ปริญญาแปะฝาบ้าน"!! "ทักษะอาชีพ-ชีวิต"สำคัญกว่า?☕ คลิกอ่านเลย
หมดยุค"ปริญญาแปะฝาบ้าน"!! "ทักษะอาชีพ-ชีวิต"สำคัญกว่า?
เปิดอ่าน 423,644 ครั้ง
ปัดฝุ่น "สถาบันฝึกหัดครู" พัฒนาพลเมืองการศึกษาศตวรรษ 21☕ คลิกอ่านเลย
ปัดฝุ่น "สถาบันฝึกหัดครู" พัฒนาพลเมืองการศึกษาศตวรรษ 21
เปิดอ่าน 7,133 ครั้ง
ปรับระบบสอบคัดเลือกปีการศึกษา 2561"เคลียริ่งเฮาส์" สะเทือนสังคมไทย : ใครได้-ใครเสีย...?☕ คลิกอ่านเลย
ปรับระบบสอบคัดเลือกปีการศึกษา 2561"เคลียริ่งเฮาส์" สะเทือนสังคมไทย : ใครได้-ใครเสีย...?
เปิดอ่าน 10,103 ครั้ง
คนจีนบ้าเรียน"ภาษาอังกฤษ" ขณะที่ไทยติดหล่มอยู่รั้งท้าย!☕ คลิกอ่านเลย
คนจีนบ้าเรียน"ภาษาอังกฤษ" ขณะที่ไทยติดหล่มอยู่รั้งท้าย!
เปิดอ่าน 18,230 ครั้ง
การศึกษาไทยหลายเรื่องคงต้องพึ่ง ม. 44 จริงๆ☕ คลิกอ่านเลย
การศึกษาไทยหลายเรื่องคงต้องพึ่ง ม. 44 จริงๆ
เปิดอ่าน 10,111 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

โกจิเบอร์รี่ สุดยอดผลไม้ชะลอความแก่โกจิเบอร์รี่ สุดยอดผลไม้ชะลอความแก่
เปิดอ่าน 7,354 ครั้ง
"อัดความรู้" แต่แบเบาะ สร้างอนาคตเด็กได้จริงหรือ?"อัดความรู้" แต่แบเบาะ สร้างอนาคตเด็กได้จริงหรือ?
เปิดอ่าน 8,456 ครั้ง
ชิคุนกุนยา โรคร้าย ที่มากับยุงลายชิคุนกุนยา โรคร้าย ที่มากับยุงลาย
เปิดอ่าน 8,817 ครั้ง
อันตราย! ดื่มน้ำเกินพิกัดอันตราย! ดื่มน้ำเกินพิกัด
เปิดอ่าน 8,999 ครั้ง
อาการแบบไหนที่เรียกว่ากำลังขาดวิตามินซีอาการแบบไหนที่เรียกว่ากำลังขาดวิตามินซี
เปิดอ่าน 12,636 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ