ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > บทความการศึกษา > ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้"
ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้"
บทความการศึกษา โพสต์เมื่อวันที่ : 23 ก.ย. 2558 เปิดอ่าน : 12,919 ครั้ง
☰แชร์เลย >  
เพิ่มเพื่อน
Advertisement

ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้"
Advertisement

ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ประกาศเดินหน้านโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาการเรียนรู้ ซึ่งจะเริ่มในภาคเรียนที่ 2 ปี 2558 ตามที่ทราบแล้วนั้น ผู้เขียนในฐานะเป็นครูและผู้บริหารโรงเรียนรวม 40 ปี และในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิการปฏิรูปการศึกษาชาติ เช่น โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ห้องเรียน โครงการอ่านออกเขียนได้ภายใน 1 ปี โครงการเรียนรู้ผ่านดาวเทียม และโครงการเรียนรู้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (DLITV) ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังเดินหน้าสร้างคุณภาพทางการศึกษาอยู่ในขณะนี้

การปรับเวลาเรียนเพิ่มการเรียนรู้เป็นนโยบายเร่งด่วน มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย ต่างแสดงความห่วงใยต่างๆ นานา แต่ผู้เขียนกลับมองว่านี่คือก้าวใหม่ของการจัดการศึกษาของไทย ซึ่งหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ได้เสนอแนะมามากพอที่ผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการมีข้อมูลพร้อมที่ตัดสินใจ

ผู้เขียนอยากฝากไปยังผู้หวังดีว่าไม่ควรกังวลใจให้มาก เรามีประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างน้อย 4-5 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีนไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาเรียนของเด็กตั้งแต่ 08.30 น.-14.30 น.มานาน และประเทศดังกล่าวมีผลสัมฤทธิ์เชิงคุณภาพของการศึกษาอยู่ในฐานะระดับต้นๆ ของโลก

การปรับเวลาเรียนเพิ่มเวลาการเรียนรู้ของเด็กไทยครั้งนี้จะต้องวางแนวทางและระบบให้ดี การประเมินและติดตามต้องชัดเจน สม่ำเสมอ เป็นระยะ ผู้บริหารโรงเรียนต้องเข้าใจแนวปฏิบัติของนโยบายนี้พร้อมกำกับติดตามเชิงระบบ ผู้บริหารระดับเขตพื้นที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบและติดตามที่ดีและทั่วถึง ครูจะต้องร่วมมือกำหนดเนื้อหากิจกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมกิจกรรมที่กำหนดต้องสอดคล้องกับวิชาต่างๆ ตามหลักสูตรแกนกลางที่มากเกินและซับซ้อน ครูต้องรู้จักแยกแยะและตัดตอนออกไป

เนื้อหาใดที่ไม่มี ครูควรร่วมมือกับผู้เรียนช่วยกันสืบค้นแล้วนำมาเป็นประเด็นฝึกและศึกษาเวลาที่เหลือ 2 ชั่วโมง เนื้อหาหรือกิจกรรมควรหลากหลาย เน้นการปฏิบัติและฝึก ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ที่เด็กไทยเรียนและท่องจำ เปลี่ยนมาเรียนและฝึกปฏิบัติให้เด็กคิดเป็นและแก้ปัญหาเป็น

การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเรียนรู้ ผู้เขียน เห็นด้วยกับนโยบายนี้เป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่ผู้รับผิดชอบตั้งแต่คณะกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน และน่าจะสอดคล้องทักษะชีวิต 5 ด้าน ดังนี้

1.ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด (Thinking Skill)

เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือ โรงเรียนและครูจะต้องออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ เพราะปฏิบัติให้นักเรียนเกิดทักษะการคิด ผู้สอนต้องออกแบบเนื้อหาให้เป็นเนื้อหาที่เน้นการปฏิบัติผ่านกิจกรรมและโครงงานต่างๆ ทักษะและวิชาที่ส่งเสริมการคิดให้ผู้เรียนคือ ทักษะการอ่าน ทักษะด้านคณิตศาสตร์ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่ง 3 ทักษะนี้ PISA นำมาเป็นโจทย์ประเมินผลระดับนานาชาติทุกๆ 3 ปี ฉะนั้น ถ้าครูมุ่งเน้นส่งเสริมพัฒนาเด็กไทยด้านทักษะการคิดอย่างจริงจังแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อการประเมินของนานาชาติต่อคุณภาพการศึกษาไทยโดยทางอ้อมไปด้วย ซึ่งเดิมทั้ง 3 ทักษะไทยอยู่ลำดับ 50 ของโลก จาก 65 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่ครูควรฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด 10 ทักษะ คิดเชิงวิพากษ์ / คิดเชิงวิเคราะห์ / คิดสังเคราะห์ / คิดเปรียบเทียบ / คิดมโนทัศน์ / คิดสร้างสรรค์ / คิดเชิงประยุกต์ / คิดเชิง กลยุทธ์ / คิดเชิงบูรณาการ และคิดถึงอนาคต 10 ทักษะการคิดนี้ ถ้าครูผู้สอนนำมาฝึกให้ ผู้เรียนเกิดความรู้และเข้าใจแล้วก็จะส่งผลดีต่อผู้เรียน ต่อสังคม และชาติอย่างแน่นอน

2.ผู้เรียนเกิดทักษะการสื่อสาร (Commu nication Skill)

เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือ ถ้าโรงเรียนและครูผู้สอนวางแผนการจัดกิจกรรมที่ดี สอดคล้องและครอบคลุมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน การสื่อสารระหว่างผู้เรียนด้วยกัน การสื่อสารระหว่างครูกับผู้เรียน ระหว่างผู้เรียนกับบุคคลอื่นๆ ทำให้ผู้เรียนรู้จักที่จะสื่อสารว่าควรหรือไม่ รู้ว่าเวลาใดควรหรือไม่ควร รู้ว่าเมื่อสื่อสารแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร ส่งผลให้ผู้เรียนมีมารยาทที่ดีในการสื่อสาร นอกจากนั้นแล้วโรงเรียนและครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมการสื่อสาร โดยการใช้ภาษาที่เป็นภาษาสากล เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นต้น และเพื่อการรองรับอาเซียนที่จะเปิดประชาคมอาเซียนเป็นทางการในปลายปี 2558 ด้วยแล้วก็ควรส่งเสริมภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น ภาษาบาฮาซา ซึ่งมีประชากรเกือบ 300 ล้านคนใช้ภาษานี้ในการติดต่อสื่อสาร

รวมถึงภาษาพม่า ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญยิ่งที่ ผู้เรียนจะต้องฝึกและปฏิบัติ เพราะมีประชากร ของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศของเรานับล้านคน

ส่วนด้านภาษาอังกฤษก็ยังเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเด็กไทย 2 ชั่วโมงที่เหลือ สามารถจัดกิจกรรมเชิงสนทนาและปฏิบัติทางภาษาให้กับผู้เรียนได้ โดยผ่านกิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมการแข่งขันทักษะการอ่าน การเขียน และการพูด เป็นต้น

3.ผู้เรียนเกิดทักษะการมีส่วนร่วม (Participation Skill)

ทักษะนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหากับคนอื่นได้ดี ทำให้ผู้เรียนยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมรับฟังเหตุฟังผลและพร้อมปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับสังคมที่มีความเห็นแตกต่าง ยอมรับความแตกต่างทางความคิดได้ แต่ไม่ยอมแตกแยกและขัดแย้ง เหมือนกับคนไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะคนไทยขาดการปลูกฝังและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ฉะนั้น เวลา 2 ชั่วโมงเป็นเวลาที่มีค่ายิ่ง และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน สังคม และประเทศชาติด้วย กิจกรรมที่เหมาะและส่งเสริมทักษะการมีส่วนร่วมคือกิจกรรมกลุ่ม เช่น ชุมนุมหรือชมรมต่างๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีจะให้ความสำคัญกิจกรรมชมรมต่างๆ มากที่สุด นักเรียนและครูต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ร้อยละ 95-100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประชาชนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย มีเหตุและผล รักชาติ หลีกเลี่ยงการแตกแยกของคนในชาติ และมีสปิริตสูงมาก

4.ผู้เรียนเกิดทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skill)

2 ชั่วโมงที่เหลือ ครูผู้สอนสร้างงาน สร้างกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกและปฏิบัติ เมื่อฝึกและปฏิบัติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะคิดวิเคราะห์ค้นหาปัญหาที่มาของปัญหา สาเหตุของปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาในปัจจุบันในสภาพที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลง นับวันจะเกิดมากขึ้นและรุนแรง เช่น ปัญหาด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเรียน และด้านชีวิตส่วนตัว ถ้าผู้เรียนขาดการฝึกทักษะที่ดีแล้ว จะส่งผลให้ผู้เรียนล้มเหลวในชีวิตและหน้าที่การงาน

บางครั้งอาจถึงขั้นลงโทษตนเองคือฆ่าตัวตาย ดังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายในสังคมปัจจุบัน

5.ผู้เรียนเกิดทักษะจิตสาธารณะ (Public Mind Skill)

2 ชั่วโมงที่เหลือ ครูผู้สอนต้องกำหนดเนื้อหาและกิจกรรมให้ผู้เรียนมีทักษะโดยใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมเข้ามาเสริม ส่งเสริมและปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักให้อภัย รู้จักเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ส่งเสริมให้ผู้เรียนยึดหลักค่านิยม 12 ประการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ คือ 1.รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2.ซื่อสัตย์สุจริต 3.มีวินัย 4.ใฝ่รู้ใฝ่เรียน 5.อยู่อย่างพอเพียง 6.มุ่งมั่นและเสียสละในการทำงาน 7.รักความเป็นไทย และ 8.มีจิตสาธารณะ

ทักษะนี้สำคัญมาก เป็นทักษะที่จะสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้มแข็งและมั่นคงของชาติ สร้างสังคมที่รู้จักแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัวแก่ได้ ในประเทศจีนไต้หวันมุ่งส่งเสริมทักษะด้านนี้ผ่านกิจกรรมทางศาสนา ไต้หวันปลูกฝังให้ผู้เรียนเชื่อคำสอนของศาสดา หลักคำสอนอย่างเคร่งครัด สร้างจิตสำนึกบาปบุญคุณโทษ ถึงขั้นบางพื้นที่ไม่ยอมฆ่าสัตว์หรือไม่ยอมรับประทานเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำไป

และมุ่งเน้นให้ประชาชนเสียสละเพื่อส่วนรวมและเพื่อชาติเป็นสำคัญ จึงส่งผลให้จีนไต้หวันกลายเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าประเทศหนึ่งของโลก

ฉะนั้น การที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายปรับเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้ จนหลายฝ่ายวิตกกังวลนั้น ผู้เขียนคิดว่า ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางกรอบ วางเป้าหมาย และมีระบบการติดตามและประเมินผลที่ดีแล้ว ผู้เขียนเชื่อมั่นว่านอกจากความรู้ที่ผู้เรียนได้รับแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนจะได้รับจากนโยบายและกิจกรรมที่กำหนดแล้วคือทักษะชีวิต 5 ด้านดังที่กล่าวมาข้างต้น

เพราะทักษะ 5 ด้านข้างต้น จะเป็นตัวบ่งชี้ให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติที่จะอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข และส่งผลโดยภาพรวมต่อการสร้างชาติ โดยคุณภาพของคน โดยทักษะ 5 ด้าน

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณและโรงเรียนดาวนายร้อย

 

ที่มา มติชน ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2558 (กรอบบ่าย) 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"


Advertisement

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คำรำพึง ของคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ในการปฏิรูปการศึกษา : โดย เพชร เหมือนพันธุ์

คำรำพึง ของคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ในการปฏิรูปการศึกษา : โดย เพชร เหมือนพันธุ์
เปิดอ่าน 8,183 ครั้ง
นโยบายการศึกษามาจากไหน-ทำไมถึงไม่สำเร็จ

นโยบายการศึกษามาจากไหน-ทำไมถึงไม่สำเร็จ
เปิดอ่าน 8,752 ครั้ง
กก.อิสระปฏิรูปการศึกษาช่วยที : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

กก.อิสระปฏิรูปการศึกษาช่วยที : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
เปิดอ่าน 5,636 ครั้ง
ปฏิรูปการศึกษาแล้ว ปฏิรูปการลูกเสือด้วยครับ โดย จารึก อะยะวงศ์

ปฏิรูปการศึกษาแล้ว ปฏิรูปการลูกเสือด้วยครับ โดย จารึก อะยะวงศ์
เปิดอ่าน 23,259 ครั้ง
คอลัมน์: การศึกษา: ถึงคิว...พักงาน(ยาว) "ผอ.สมศ." ปลดล็อก..."ประเมินภายนอกรอบ 4"!!

คอลัมน์: การศึกษา: ถึงคิว...พักงาน(ยาว) "ผอ.สมศ." ปลดล็อก..."ประเมินภายนอกรอบ 4"!!
เปิดอ่าน 28,438 ครั้ง
"โรงเรียนแบบไหนที่สร้างเด็กให้ฉลาด" โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

"โรงเรียนแบบไหนที่สร้างเด็กให้ฉลาด" โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
เปิดอ่าน 53,737 ครั้ง
อวสาน อ.ก.ค.ศ. โดย อดิศร เนาวนนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

อวสาน อ.ก.ค.ศ. โดย อดิศร เนาวนนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เปิดอ่าน 18,062 ครั้ง
เดินหน้าปฏิรูป โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ 59 โดย เพชร เหมือนพันธุ์

เดินหน้าปฏิรูป โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ 59 โดย เพชร เหมือนพันธุ์
เปิดอ่าน 11,509 ครั้ง
เคล็ดลับเรียนแล้วรวย

เคล็ดลับเรียนแล้วรวย
เปิดอ่าน 6,469 ครั้ง
จะยกคุณภาพ..การศึกษา ต้องพัฒนา “ครู”

จะยกคุณภาพ..การศึกษา ต้องพัฒนา “ครู”
เปิดอ่าน 24,609 ครั้ง
กระแสแอนตี้ "เด็กแสบ"...ผู้ใหญ่ใจร้ายหรือพ่อแม่รังแกฉัน?

กระแสแอนตี้ "เด็กแสบ"...ผู้ใหญ่ใจร้ายหรือพ่อแม่รังแกฉัน?
เปิดอ่าน 8,686 ครั้ง
"ปฏิรูปการศึกษา" ทางรอด "วิกฤติเศรษฐกิจไทย"

"ปฏิรูปการศึกษา" ทางรอด "วิกฤติเศรษฐกิจไทย"
เปิดอ่าน 6,356 ครั้ง
วิเคราะห์จุดอ่อน-แข็ง การถ่ายโอนการศึกษา : เพื่อหาความเป็นไปได้

วิเคราะห์จุดอ่อน-แข็ง การถ่ายโอนการศึกษา : เพื่อหาความเป็นไปได้
เปิดอ่าน 10,156 ครั้ง
คนไทยกับ "วิกฤติหนี้สิน" "การศึกษา" ถึงเวลาปฏิรูป

คนไทยกับ "วิกฤติหนี้สิน" "การศึกษา" ถึงเวลาปฏิรูป
เปิดอ่าน 8,134 ครั้ง
เครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์การศึกษาโลกในอนาคต

เครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์การศึกษาโลกในอนาคต
เปิดอ่าน 7,771 ครั้ง

:: เรื่องปักหมุด ::

ศึกสายเลือด ศธ. : เกมชิงอำนาจที่มีแต่ “ผู้แพ้”?? ผู้เขียน จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ
ศึกสายเลือด ศธ. : เกมชิงอำนาจที่มีแต่ “ผู้แพ้”?? ผู้เขียน จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ
เปิดอ่าน 29,169 ☕ คลิกอ่านเลย

Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
ทางรอดประเทศไทย : เปลี่ยนระบบการเรียนรู้
ทางรอดประเทศไทย : เปลี่ยนระบบการเรียนรู้
เปิดอ่าน 10,148 ☕ คลิกอ่านเลย

การศึกษาเท่านั้นที่ทำให้ประเทศเจริญ : โดย สุกรี เจริญสุข
การศึกษาเท่านั้นที่ทำให้ประเทศเจริญ : โดย สุกรี เจริญสุข
เปิดอ่าน 14,395 ☕ คลิกอ่านเลย

ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างไร จึงถูกใจประชาชน โดย ดร.ดำรงค์ ชลสุข
ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างไร จึงถูกใจประชาชน โดย ดร.ดำรงค์ ชลสุข
เปิดอ่าน 8,216 ☕ คลิกอ่านเลย

ทั่วโลกยอมรับ นร.เก่งได้เพราะครูเก่ง
ทั่วโลกยอมรับ นร.เก่งได้เพราะครูเก่ง
เปิดอ่าน 16,898 ☕ คลิกอ่านเลย

สร้างความรู้ใหม่ คือหัวใจปฏิรูปการศึกษา : เสรี พงศ์พิศ
สร้างความรู้ใหม่ คือหัวใจปฏิรูปการศึกษา : เสรี พงศ์พิศ
เปิดอ่าน 8,855 ☕ คลิกอ่านเลย

แบบเรียนที่ไม่ได้มีไว้เลียนแบบ : นิ้วกลม
แบบเรียนที่ไม่ได้มีไว้เลียนแบบ : นิ้วกลม
เปิดอ่าน 8,431 ☕ คลิกอ่านเลย

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

วันปิยมหาราช
วันปิยมหาราช
เปิดอ่าน 8,133 ครั้ง

เพลงลูกเทวดา ฮอตฮิต! ถูกค้นมากสุดในปี
เพลงลูกเทวดา ฮอตฮิต! ถูกค้นมากสุดในปี '53
เปิดอ่าน 10,926 ครั้ง

อุปกรณ์ในการจัดการแข่งขันฟุตซอล
อุปกรณ์ในการจัดการแข่งขันฟุตซอล
เปิดอ่าน 68,851 ครั้ง

การศึกษาปัญหาที่แก้ไม่ตก
การศึกษาปัญหาที่แก้ไม่ตก
เปิดอ่าน 7,538 ครั้ง

13 ความเชื่อที่ควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม
13 ความเชื่อที่ควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม
เปิดอ่าน 10,323 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


 
หมวดหมู่เนื้อหา
เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


· Technology
· บทความเทคโนโลยีการศึกษา
· e-Learning
· Graphics & Multimedia
· OpenSource & Freeware
· ซอฟต์แวร์แนะนำ
· การถ่ายภาพ
· Hot Issue
· Research Library
· Questions in ETC
· แวดวงนักเทคโนฯ

· ความรู้ทั่วไป
· คณิตศาสตร์
· วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
· ภาษาต่างประเทศ
· ภาษาไทย
· สุขศึกษาและพลศึกษา
· สังคมศึกษา ศาสนาฯ
· ศิลปศึกษาและดนตรี
· การงานอาชีพ

· ข่าวการศึกษา
· ข่าวตามกระแสสังคม
· งาน/บริการสังคม
· คลิปวิดีโอยอดนิยม
· เกมส์
· เกมส์ฝึกสมอง

· ทฤษฎีทางการศึกษา
· บทความการศึกษา
· การวิจัยทางการศึกษา
· คุณครูควรรู้ไว้
· เตรียมประเมินวิทยฐานะ
· ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
· เครื่องมือสำหรับครู

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ