ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > บทความการศึกษา > ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้"

ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้"

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 23 ก.ย. 2558 เปิดอ่าน : 9,351 ครั้ง

ลิงก์ผู้สนับสนุน

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน

Advertisement

ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ประกาศเดินหน้านโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาการเรียนรู้ ซึ่งจะเริ่มในภาคเรียนที่ 2 ปี 2558 ตามที่ทราบแล้วนั้น ผู้เขียนในฐานะเป็นครูและผู้บริหารโรงเรียนรวม 40 ปี และในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิการปฏิรูปการศึกษาชาติ เช่น โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ห้องเรียน โครงการอ่านออกเขียนได้ภายใน 1 ปี โครงการเรียนรู้ผ่านดาวเทียม และโครงการเรียนรู้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (DLITV) ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังเดินหน้าสร้างคุณภาพทางการศึกษาอยู่ในขณะนี้

การปรับเวลาเรียนเพิ่มการเรียนรู้เป็นนโยบายเร่งด่วน มีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย ต่างแสดงความห่วงใยต่างๆ นานา แต่ผู้เขียนกลับมองว่านี่คือก้าวใหม่ของการจัดการศึกษาของไทย ซึ่งหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ได้เสนอแนะมามากพอที่ผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการมีข้อมูลพร้อมที่ตัดสินใจ

ผู้เขียนอยากฝากไปยังผู้หวังดีว่าไม่ควรกังวลใจให้มาก เรามีประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างน้อย 4-5 ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีนไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาเรียนของเด็กตั้งแต่ 08.30 น.-14.30 น.มานาน และประเทศดังกล่าวมีผลสัมฤทธิ์เชิงคุณภาพของการศึกษาอยู่ในฐานะระดับต้นๆ ของโลก

การปรับเวลาเรียนเพิ่มเวลาการเรียนรู้ของเด็กไทยครั้งนี้จะต้องวางแนวทางและระบบให้ดี การประเมินและติดตามต้องชัดเจน สม่ำเสมอ เป็นระยะ ผู้บริหารโรงเรียนต้องเข้าใจแนวปฏิบัติของนโยบายนี้พร้อมกำกับติดตามเชิงระบบ ผู้บริหารระดับเขตพื้นที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบและติดตามที่ดีและทั่วถึง ครูจะต้องร่วมมือกำหนดเนื้อหากิจกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมกิจกรรมที่กำหนดต้องสอดคล้องกับวิชาต่างๆ ตามหลักสูตรแกนกลางที่มากเกินและซับซ้อน ครูต้องรู้จักแยกแยะและตัดตอนออกไป

เนื้อหาใดที่ไม่มี ครูควรร่วมมือกับผู้เรียนช่วยกันสืบค้นแล้วนำมาเป็นประเด็นฝึกและศึกษาเวลาที่เหลือ 2 ชั่วโมง เนื้อหาหรือกิจกรรมควรหลากหลาย เน้นการปฏิบัติและฝึก ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ที่เด็กไทยเรียนและท่องจำ เปลี่ยนมาเรียนและฝึกปฏิบัติให้เด็กคิดเป็นและแก้ปัญหาเป็น

การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเรียนรู้ ผู้เขียน เห็นด้วยกับนโยบายนี้เป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่ผู้รับผิดชอบตั้งแต่คณะกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน และน่าจะสอดคล้องทักษะชีวิต 5 ด้าน ดังนี้

1.ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด (Thinking Skill)

เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือ โรงเรียนและครูจะต้องออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ เพราะปฏิบัติให้นักเรียนเกิดทักษะการคิด ผู้สอนต้องออกแบบเนื้อหาให้เป็นเนื้อหาที่เน้นการปฏิบัติผ่านกิจกรรมและโครงงานต่างๆ ทักษะและวิชาที่ส่งเสริมการคิดให้ผู้เรียนคือ ทักษะการอ่าน ทักษะด้านคณิตศาสตร์ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่ง 3 ทักษะนี้ PISA นำมาเป็นโจทย์ประเมินผลระดับนานาชาติทุกๆ 3 ปี ฉะนั้น ถ้าครูมุ่งเน้นส่งเสริมพัฒนาเด็กไทยด้านทักษะการคิดอย่างจริงจังแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อการประเมินของนานาชาติต่อคุณภาพการศึกษาไทยโดยทางอ้อมไปด้วย ซึ่งเดิมทั้ง 3 ทักษะไทยอยู่ลำดับ 50 ของโลก จาก 65 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่ครูควรฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด 10 ทักษะ คิดเชิงวิพากษ์ / คิดเชิงวิเคราะห์ / คิดสังเคราะห์ / คิดเปรียบเทียบ / คิดมโนทัศน์ / คิดสร้างสรรค์ / คิดเชิงประยุกต์ / คิดเชิง กลยุทธ์ / คิดเชิงบูรณาการ และคิดถึงอนาคต 10 ทักษะการคิดนี้ ถ้าครูผู้สอนนำมาฝึกให้ ผู้เรียนเกิดความรู้และเข้าใจแล้วก็จะส่งผลดีต่อผู้เรียน ต่อสังคม และชาติอย่างแน่นอน

2.ผู้เรียนเกิดทักษะการสื่อสาร (Commu nication Skill)

เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือ ถ้าโรงเรียนและครูผู้สอนวางแผนการจัดกิจกรรมที่ดี สอดคล้องและครอบคลุมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน การสื่อสารระหว่างผู้เรียนด้วยกัน การสื่อสารระหว่างครูกับผู้เรียน ระหว่างผู้เรียนกับบุคคลอื่นๆ ทำให้ผู้เรียนรู้จักที่จะสื่อสารว่าควรหรือไม่ รู้ว่าเวลาใดควรหรือไม่ควร รู้ว่าเมื่อสื่อสารแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร ส่งผลให้ผู้เรียนมีมารยาทที่ดีในการสื่อสาร นอกจากนั้นแล้วโรงเรียนและครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมการสื่อสาร โดยการใช้ภาษาที่เป็นภาษาสากล เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นต้น และเพื่อการรองรับอาเซียนที่จะเปิดประชาคมอาเซียนเป็นทางการในปลายปี 2558 ด้วยแล้วก็ควรส่งเสริมภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น ภาษาบาฮาซา ซึ่งมีประชากรเกือบ 300 ล้านคนใช้ภาษานี้ในการติดต่อสื่อสาร

รวมถึงภาษาพม่า ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญยิ่งที่ ผู้เรียนจะต้องฝึกและปฏิบัติ เพราะมีประชากร ของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศของเรานับล้านคน

ส่วนด้านภาษาอังกฤษก็ยังเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเด็กไทย 2 ชั่วโมงที่เหลือ สามารถจัดกิจกรรมเชิงสนทนาและปฏิบัติทางภาษาให้กับผู้เรียนได้ โดยผ่านกิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมการแข่งขันทักษะการอ่าน การเขียน และการพูด เป็นต้น

3.ผู้เรียนเกิดทักษะการมีส่วนร่วม (Participation Skill)

ทักษะนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหากับคนอื่นได้ดี ทำให้ผู้เรียนยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมรับฟังเหตุฟังผลและพร้อมปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับสังคมที่มีความเห็นแตกต่าง ยอมรับความแตกต่างทางความคิดได้ แต่ไม่ยอมแตกแยกและขัดแย้ง เหมือนกับคนไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะคนไทยขาดการปลูกฝังและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ฉะนั้น เวลา 2 ชั่วโมงเป็นเวลาที่มีค่ายิ่ง และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน สังคม และประเทศชาติด้วย กิจกรรมที่เหมาะและส่งเสริมทักษะการมีส่วนร่วมคือกิจกรรมกลุ่ม เช่น ชุมนุมหรือชมรมต่างๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีจะให้ความสำคัญกิจกรรมชมรมต่างๆ มากที่สุด นักเรียนและครูต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ร้อยละ 95-100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประชาชนญี่ปุ่นจะมีระเบียบวินัย มีเหตุและผล รักชาติ หลีกเลี่ยงการแตกแยกของคนในชาติ และมีสปิริตสูงมาก

4.ผู้เรียนเกิดทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skill)

2 ชั่วโมงที่เหลือ ครูผู้สอนสร้างงาน สร้างกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกและปฏิบัติ เมื่อฝึกและปฏิบัติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะคิดวิเคราะห์ค้นหาปัญหาที่มาของปัญหา สาเหตุของปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาในปัจจุบันในสภาพที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลง นับวันจะเกิดมากขึ้นและรุนแรง เช่น ปัญหาด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเรียน และด้านชีวิตส่วนตัว ถ้าผู้เรียนขาดการฝึกทักษะที่ดีแล้ว จะส่งผลให้ผู้เรียนล้มเหลวในชีวิตและหน้าที่การงาน

บางครั้งอาจถึงขั้นลงโทษตนเองคือฆ่าตัวตาย ดังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายในสังคมปัจจุบัน

5.ผู้เรียนเกิดทักษะจิตสาธารณะ (Public Mind Skill)

2 ชั่วโมงที่เหลือ ครูผู้สอนต้องกำหนดเนื้อหาและกิจกรรมให้ผู้เรียนมีทักษะโดยใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมเข้ามาเสริม ส่งเสริมและปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักให้อภัย รู้จักเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ส่งเสริมให้ผู้เรียนยึดหลักค่านิยม 12 ประการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ คือ 1.รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2.ซื่อสัตย์สุจริต 3.มีวินัย 4.ใฝ่รู้ใฝ่เรียน 5.อยู่อย่างพอเพียง 6.มุ่งมั่นและเสียสละในการทำงาน 7.รักความเป็นไทย และ 8.มีจิตสาธารณะ

ทักษะนี้สำคัญมาก เป็นทักษะที่จะสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้มแข็งและมั่นคงของชาติ สร้างสังคมที่รู้จักแบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัวแก่ได้ ในประเทศจีนไต้หวันมุ่งส่งเสริมทักษะด้านนี้ผ่านกิจกรรมทางศาสนา ไต้หวันปลูกฝังให้ผู้เรียนเชื่อคำสอนของศาสดา หลักคำสอนอย่างเคร่งครัด สร้างจิตสำนึกบาปบุญคุณโทษ ถึงขั้นบางพื้นที่ไม่ยอมฆ่าสัตว์หรือไม่ยอมรับประทานเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำไป

และมุ่งเน้นให้ประชาชนเสียสละเพื่อส่วนรวมและเพื่อชาติเป็นสำคัญ จึงส่งผลให้จีนไต้หวันกลายเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าประเทศหนึ่งของโลก

ฉะนั้น การที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายปรับเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้ จนหลายฝ่ายวิตกกังวลนั้น ผู้เขียนคิดว่า ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางกรอบ วางเป้าหมาย และมีระบบการติดตามและประเมินผลที่ดีแล้ว ผู้เขียนเชื่อมั่นว่านอกจากความรู้ที่ผู้เรียนได้รับแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนจะได้รับจากนโยบายและกิจกรรมที่กำหนดแล้วคือทักษะชีวิต 5 ด้านดังที่กล่าวมาข้างต้น

เพราะทักษะ 5 ด้านข้างต้น จะเป็นตัวบ่งชี้ให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติที่จะอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข และส่งผลโดยภาพรวมต่อการสร้างชาติ โดยคุณภาพของคน โดยทักษะ 5 ด้าน

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณและโรงเรียนดาวนายร้อย

 

ที่มา มติชน ฉบับวันที่ 24 ก.ย. 2558 (กรอบบ่าย) 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการบริหารจัดการ เวลาเรียน "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> ผู้เรียนและสังคมได้อะไร จากนโยบาย"ลดเวลาเรียน เพิ่มการเรียนรู้" , , ผู้เรียนและสังคมได้อะไร , จากนโยบาย , ลดเวลาเรียน , เพิ่มการเรียนรู้ , << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!

≡ เรื่องล่าสุดในหมวดหมู่นี้ ≡
ข้อคิดและข้อควรระวังในการบริหารสถานศึกษา☕ คลิกอ่านเลย
ข้อคิดและข้อควรระวังในการบริหารสถานศึกษา
เปิดอ่าน 2,730 ครั้ง
ถอดบทเรียน ครอบครัว-การศึกษา สร้าง “เด็ก” เเตกต่าง “เก่ง” ในทางของตัวเอง☕ คลิกอ่านเลย
ถอดบทเรียน ครอบครัว-การศึกษา สร้าง “เด็ก” เเตกต่าง “เก่ง” ในทางของตัวเอง
เปิดอ่าน 4,523 ครั้ง
เฉลยข้อสอบอัตนัยด้วย FACEBOOKLIVE☕ คลิกอ่านเลย
เฉลยข้อสอบอัตนัยด้วย FACEBOOKLIVE
เปิดอ่าน 1,923 ครั้ง
ความผิดพลาด 3 ประการ ในการสร้าง “คน” ที่ “ล้มเหลว” คอลัมน์มติชนมติครู...ณิชาพันธุ์ เถกิงเกียรติคุณ☕ คลิกอ่านเลย
ความผิดพลาด 3 ประการ ในการสร้าง “คน” ที่ “ล้มเหลว” คอลัมน์มติชนมติครู...ณิชาพันธุ์ เถกิงเกียรติคุณ
เปิดอ่าน 2,848 ครั้ง
จะยกคุณภาพ..การศึกษา ต้องพัฒนา “ครู”☕ คลิกอ่านเลย
จะยกคุณภาพ..การศึกษา ต้องพัฒนา “ครู”
เปิดอ่าน 11,219 ครั้ง

Advertisement
Advertisment

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

วิธีทำให้ความจำดีขึ้น วิธีทำให้ความจำดีขึ้น
เปิดอ่าน 7,188 ครั้ง
สักนิด เตือนสติคุณครูสักนิด เตือนสติคุณครู
เปิดอ่าน 446,331 ครั้ง
"การศึกษาหันหลัง" คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย สาโรจน์ มณีรัตน์"การศึกษาหันหลัง" คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย สาโรจน์ มณีรัตน์
เปิดอ่าน 5,955 ครั้ง
ไขปัญหาเกี่ยวกับ สถิติ วัดผล และวิจัย ตอนที่ 1 ไขปัญหาเกี่ยวกับ สถิติ วัดผล และวิจัย ตอนที่ 1
เปิดอ่าน 21,864 ครั้ง
คู่มือถนอมผิวสวยใต้แสงแดดคู่มือถนอมผิวสวยใต้แสงแดด
เปิดอ่าน 9,878 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


เว็บไซต์พันธมิตร

  • IELTS
  • TOEIC Online
  • chulatutor
  •  
     
    สนามเด็กเล่น
    เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
    หมวดหมู่เนื้อหา
    [ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]
    ข่าวล่าสุด

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.


    Design by : kroobannok.com


    ครูบ้านนอกดอทคอม
    เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
    ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    ครูอดิศร ก้อนคำ
    ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

    Tel : 081-3431047

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email1 : kornkham@hotmail.com

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

    Google+
    ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
    ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
    ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
    ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม