การพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions: EF)
ของเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model สำหรับส่งเสริมทักษะสมอง (Executive Functions: EF) ของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาผลการพัฒนาทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์ และ 3) เปรียบเทียบ
คะแนนทักษะสมอง EF ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบ SAG Model กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย อายุ 45 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนอนุบาลมุกดาหาร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ดำเนินการจัดประสบการณ์เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ
3 ครั้ง ครั้งละ 3050 นาที รวม 36 กิจกรรม รูปแบบ SAG Model ประกอบด้วย 3 สถานี ครอบคลุมทักษะ EF 3 กลุ่ม รวม 9 ด้าน ได้แก่
S = Song Station ส่งเสริมกลุ่มทักษะพื้นฐาน A = Art Station ส่งเสริมกลุ่มทักษะกำกับตนเอง และ G = Game Station ส่งเสริมกลุ่มทักษะการปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดประสบการณ์ 36 แผน คู่มือการจัดกิจกรรม และแบบประเมินทักษะสมอง EF จำนวน 12 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.801.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความก้าวหน้า
ผลการวิจัยพบว่าคะแนนหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ในทั้ง 3 สถานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่
Song Station, t = 47.53, p < .001 Art Station t = 33.58, p < .001 และ Game Station, t = 30.19, p < .001 เมื่อพิจารณา
ความก้าวหน้ารายสถานี พบว่า Art Station มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าสูงที่สุด (M = 23.93, SD = 3.90) รองลงมา ได้แก่ Game Station
(M = 20.03, SD = 3.63) และ Song Station (M = 17.47, SD = 2.01) ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนว่า SAG Model สามารถนำ
ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยได้โดยควรปรับกิจกรรม ให้เหมาะสมกับวัย ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบทของสถานศึกษา
คำสำคัญ: ทักษะสมอง EF; เด็กปฐมวัย; SAG Model; สถานีการเรียนรู้; การจัดประสบการณ์
Abstract
This study aimed to (1) develop the SAG Model learning stations for promoting executive functions (EF) in young children, (2) examine children’s EF development after participating in the SAG Model, and (3) compare EF scores before and after the intervention. The participants were 30 children aged 45 years enrolled in Kindergarten 2/2 at Anuban Mukdahan School in the 2023 academic year. The intervention was implemented for 12 weeks, three sessions per week, 3050 minutes per session, for a total of 36 activities. The SAG Model consisted of three stations covering three EF domains and nine skills: Song Station for foundational EF skills, Art Station for self-regulation skills, and Game Station for action-oriented EF skills. The research instruments included 36 learning experience plans, an activity manual, and a 12-item EF assessment. Content validity was examined by five experts, with IOC values ranging from 0.80 to 1.00. Data were analyzed using means, standard deviations, gain scores, and paired-samples t tests. Post-intervention scores were significantly higher than pre-intervention scores in all three stations: Song Station, t = 47.53, p < .001 Art Station,
t = 33.58, p < .001 and Game Station, t = 30.19, p < .001. The Art Station showed the highest mean gain (M = 23.93, SD = 3.90) followed by the Game Station (M = 20.03, SD = 3.63) and the Song Station (M = 17.47, SD = 2.01). The findings indicate that the SAG Model can be used as an approach for promoting executive functions in young children when activities are adapted to developmental level, individual differences, and school context.
Keywords: executive functions; young children; SAG Model; learning stations; learning experiences
1. บทนำ
ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิต หรือ Executive Functions (EF) เป็นกระบวนการทำงานของสมองระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการกำกับ
ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยสำคัญของการวางรากฐานการกำกับตนเอง การเรียนรู้ และการปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ การจัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ตัดสินใจ รอคอย ควบคุมการตอบสนอง จดจำข้อตกลง และปรับเปลี่ยนวิธีการตามเงื่อนไขจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะ EF
จากสภาพบริบทของเด็กปฐมวัยในปัจจุบันเด็กต้องเผชิญสิ่งเร้าจำนวนมากและมีโอกาสใช้สื่อหน้าจอเพิ่มขึ้นขณะที่การจัดประสบการณ์ในชั้นเรียนบางส่วนยังเปิดโอกาสให้เด็กฝึกคิดและลงมือปฏิบัติไม่เต็มที่ ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญของการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับ
วัยและมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กได้ฝึกใช้ทักษะ EF ผ่านประสบการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง ผผู้วิจัยพัฒนารูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model โดยบูรณาการกิจกรรมเพลงและการเคลื่อนไหว ศิลปะสร้างสรรค์และเกมการศึกษาเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย 3 สถานี ได้แก่ Song Station, Art Station และ Game Stationแต่ละสถานีมีจุดเน้นต่างกัน และร่วมกันครอบคลุมทักษะ EF 3 กลุ่ม รวม 9 ด้าน ได้แก่ กลุ่มทักษะพื้นฐาน กลุ่มทักษะกำกับตนเอง และกลุ่มทักษะการปฏิบัติ รูปแบบดังกล่าวมุ่งให้เด็กเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทำซ้ำอย่างมีความหมาย การคิด ตัดสินใจ ควบคุมตนเอง และปรับวิธีการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงศึกษาการพัฒนาทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย
โดยใช้รูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่มีโครงสร้างชัดเจน เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทชั้นเรียนปฐมวัยได้
2. วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อพัฒนารูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model สำหรับส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย
2. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
3. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
3. วิธีดำเนินการวิจัย
3.1 รูปแบบการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
1) การวิจัยระยะที่ 1 (R1) ศึกษาปัญหา แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดองค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้
ของทักษะสมอง EF
2) การพัฒนาระยะที่ 1 (D1) พัฒนารูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model และสร้างเครื่องมือประกอบการวิจัยพร้อมตรวจสอบ
คุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ
3) การวิจัยระยะที่ 2 (R2) นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง และประเมินทักษะสมอง EFก่อนและหลังการจัดประสบการณ์
4) การพัฒนาระยะที่ 2 (D2) ประเมินผล ปรับปรุง และจัดทำรูปแบบ SAG Model ฉบับสมบูรณ์
3.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยอายุ 45 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนอนุบาลมุกดาหาร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ก่อนดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ขออนุญาตผู้ปกครองของเด็กกลุ่มตัวอย่างในการเข้าร่วมการวิจั ยและเก็บข้อมูลตาม
ขั้นตอนที่กำหนด
3.3 รูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
SAG Model ประกอบด้วย 3 สถานี ได้แก่ (1) S = Song Station บทเพลงหรรษาเสริมสร้างความคิด ใช้เพลงและ
การเคลื่อนไหวส่งเสริม EF กลุ่มทักษะพื้นฐาน ได้แก่ การจำเพื่อใช้งาน การยั้งคิดไตร่ตรอง และการยืดหยุ่นความคิด
(2) A = Art Station ศิลปะสร้างสรรค์เนรมิตจินตนาการ ใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ส่งเสริม EF กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ได้แก่ การจดจ่อใส่ใจ การควบคุมอารมณ์ และการติดตามประเมินตนเอง และ (3) G = Game Station เกมพาเพลินฝึกสมองประลองปัญญา ใช้เกมการศึกษา ส่งเสริม EF กลุ่มทักษะการปฏิบัติ ได้แก่ การริเริ่มและลงมือทำ การวางแผนและจัดระบบดำเนินการ และการมุ่งเป้าหมาย
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model จำนวน 36 แผน แบ่งเป็น Song Station, Art Station และ Game Station สถานีละ 12 กิจกรรม
2. คู่มือการจัดกิจกรรมตามรูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
3. แบบประเมินทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย จำนวน 12 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.801.00 และทุกข้อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
3.5 การดำเนินการทดลอง
ผู้วิจัยประเมินทักษะสมอง EF ก่อนการจัดประสบการณ์ (pretest) จากนั้นดำเนินการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบ SAG Model เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3050 นาที รวม 36 กิจกรรม ประกอบด้วย Song Station 12 กิจกรรม Art Station 12 กิจกรรม และ Game Station 12 กิจกรรม เมื่อสิ้นสุดการจัดประสบการณ์ ผู้วิจัยประเมินทักษะสมอง EF หลังการจัดประสบการณ์ (posttest) ด้วยเครื่องมือชุดเดิม
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)ค่าความก้าวหน้ารายบุคคล ซึ่งคำนวณจากคะแนนหลังการจัดประสบการณ์ ลบด้วยคะแนนก่อนการจัดประสบการณ์ และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (paired-samples t test) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ในการรายงานส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของบทความนี้ใช้ค่า SD แบบตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอ
4. ผลการวิจัย
4.1 ผลการพัฒนารูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model
รูปแบบ SAG Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 สถานีที่มีลักษณะกิจกรรมและจุดเน้นแตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันเพื่อส่งเสริมทักษะ EF ครบทั้ง 3 กลุ่ม รวม 9 ด้าน โดย Song Station ใช้เพลงและการเคลื่อนไหว Art Station ใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และ Game Station ใช้เกมการศึกษาเป็นบริบทของการฝึกทักษะสมอง
4.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดประสบการณ์
ผลการเปรียบเทียบรายสถานี พบว่า Song Station มีคะแนนก่อนทดลอง M = 18.93, SD = 5.53 และหลังทดลอง
M = 36.40, SD = 6.18 มีความก้าวหน้า M = 17.47, SD = 2.01, t = 47.53, p < .001; Art Station มีคะแนนก่อนทดลอง
M = 15.80, SD = 6.00 และหลังทดลอง M = 39.73, SD = 5.23 มีความก้าวหน้า M = 23.93, SD = 3.90, t = 33.58, p < .001; และ Game Station มีคะแนนก่อนทดลอง M = 18.93, SD = 5.16 และหลังทดลอง M = 38.97, SD = 5.00 มีความก้าวหน้า M = 20.03,
SD = 3.63, t = 30.19, p < .001
ผลการวิเคราะห์พบว่า คะแนนหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ในทั้ง 3 สถานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย Art Station มีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการจัดประสบการณ์สูงที่สุด (M = 39.73, SD = 5.23) รองลงมา ได้แก่ Game Station (M = 38.97,
SD = 5.00) และ Song Station (M = 36.40, SD = 6.18) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาความก้าวหน้ารายสถานี
Art Station มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าสูงที่สุด (M = 23.93, SD = 3.90) รองลงมา ได้แก่ Game Station (M = 20.03, SD = 3.63)
และ Song Station (M = 17.47, SD = 2.01)
4.3 การเปลี่ยนแปลงระดับผลการประเมินหลัง
การจัดประสบการณ์
เมื่อพิจารณาระดับผลการประเมินหลังการจัดประสบการณ์ Song Station มีเด็กระดับดีมาก 10 คน (33.33%) ระดับดี 9 คน (30.00%) และระดับปานกลาง 11 คน (36.67%) โดยระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 63.33; Art Station มีเด็กระดับดีมาก 14 คน (46.67%) ระดับดี
12 คน (40.00%) และระดับปานกลาง 4 คน (13.33%) โดยระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 86.67; Game Station มีผลในสัดส่วนเดียวกับ Art Station คือระดับดีมาก 14 คน (46.67%) ระดับดี 12 คน (40.00%) และระดับปานกลาง 4 คน (13.33%) โดยระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 86.67หลังการจัดประสบการณ์ เด็กทุกคนในทั้ง 3 สถานี มีผลการประเมินตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป โดย Art Station และ Game Station มีเด็กที่อยู่ในระดับดีขึ้นไปจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 ขณะที่ Song Station มีเด็กที่อยู่ในระดับดีขึ้นไปจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 63.33
5. อภิปรายผล
ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยมีคะแนนทักษะสมอง EF หลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบ SAG Model สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ในทั้ง 3 สถานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลดังกล่าวอาจอธิบายได้จากการออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก
ได้ลงมือปฏิบัติจริงและใช้กระบวนการกำกับตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจดจำข้อมูล การหยุดคิดก่อนตอบสนอง การควบคุมอารมณ์ การวางแผน การติดตามตนเอง และการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตามสถานการณ์
Art Station มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าสูงที่สุด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เปิดโอกาสให้เด็กเลือกวัสดุและวิธีการ วางแผน ลงมือปฏิบัติ จดจ่อกับชิ้นงาน ควบคุมอารมณ์ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด และทบทวนปรับแก้ผลงานของตน กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับจุดเน้นของ EF กลุ่มทักษะกำกับตนเอง อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวควรตีความเฉพาะในบริบทของการวิจัยนี้ และไม่ควรสรุปว่า Art Station มีประสิทธิผล
เหนือกว่าสถานีอื่นโดยทั่วไป เนื่องจากการวิจัยไม่ได้ออกแบบเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างสถานีโดยตรง
Game Station มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าสูงเป็นอันดับสอง กิจกรรมเกมมีเงื่อนไข กติกา ลำดับการเล่น และเป้าหมายที่เด็กต้องปฏิบัติตาม เด็กจึงต้องริเริ่มลงมือทำ วางแผน จัดระบบการปฏิบัติ พยายามทำงานให้สำเร็จ รวมทั้งปรับวิธีการเล่นเมื่อเผชิญปัญหาลักษณะดังกล่าว
เอื้อต่อการฝึก EF กลุ่มทักษะการปฏิบัติในบริบทที่มีความหมายและมีแรงจูงใจจากการเล่น
Song Station แม้มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าต่ำกว่าสองสถานี แต่คะแนนหลังการจัดประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนกิจกรรมเพลง และการเคลื่อนไหวทำให้เด็กต้องจดจำคำสั่ง ลำดับ จังหวะ และสัญญาณ รวมทั้งยั้งคิดก่อนตอบสนองและปรับการเคลื่อนไหว ตามเงื่อนไขของกิจกรรม จึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับการส่งเสริม EF กลุ่มทักษะพื้นฐาน
โดยภาพรวม SAG Model มีจุดเด่นที่การจัดประสบการณ์อย่างหลากหลายและต่อเนื่อง ทำให้เด็กได้เปลี่ยนบริบทการเรียนรู้ระหว่างการฟัง
และเคลื่อนไหว การสร้างสรรค์ และการเล่นเกม ครูสามารถสังเกตพฤติกรรม EF จากการปฏิบัติจริงได้หลายลักษณะ อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้เป็นการทดลองกับกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง จึงยังไม่สามารถตัดอิทธิพลของปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ทั้งหมด
6. สรุปผลการวิจัย
รูปแบบสถานีการเรียนรู้ SAG Model ประกอบด้วย Song Station, Art Station และ Game Station ครอบคลุมทักษะสมอง EF 3 กลุ่ม รวม 9 ด้าน ผลการทดลองกับเด็กปฐมวัยจำนวน 30 คนพบว่า คะแนนหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ในทั้ง 3 สถานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดย Art Station มีค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ Game Station และ Song Station ตามลำดับ ผลดังกล่าวสนับสนุนการนำ SAG Model ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย โดยควรปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ความแตกต่างระหว่างบุคคล และบริบทของสถานศึกษา
7. ข้อเสนอแนะ
1. ครูปฐมวัยสามารถนำ SAG Model ไปประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์ โดยควรจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและปรับระดับความยาก
ให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก
2. ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิด ตัดสินใจ ทดลอง แก้ปัญหา และประเมินการกระทำของตนเอง โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก
และสนับสนุนการเรียนรู้
3. การประเมิน EF ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น การสังเกตพฤติกรรม การประเมินจากการปฏิบัติ และการบันทึกพัฒนาการรายบุคคล
4. การวิจัยครั้งต่อไปควรใช้กลุ่มเปรียบเทียบ เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของกลุ่มตัวอย่าง และติดตามผลในระยะยาว
5. หากต้องการเปรียบเทียบประสิทธิผลของ Song Station, Art Station และ Game Station ควรออกแบบการวิจัยที่สามารถ
เปรียบเทียบผลของแต่ละสถานีโดยตรง