ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > บทความการศึกษา > ที่เกาหลีใต้? เขาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยถนนแห่งปัญญา

ที่เกาหลีใต้? เขาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยถนนแห่งปัญญา

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 24 ธ.ค. 2558 เปิดอ่าน : 4,523 ครั้ง

ลิงก์ผู้สนับสนุน

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน

ที่เกาหลีใต้? เขาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยถนนแห่งปัญญา

Advertisement

บทความโดย สิริกร มณีรินทร์

ที่มา มติชนรายวัน 23 ธันวาคม 2558

 

ไม่นานมานี้ เกาหลีสลัดแอกการเป็นเมืองขึ้นอันยาวนาน 35 ปีของญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ.2488 ก่อนเข้าสู่สงครามโหดร้ายถึงสี่ปี ช่วง พ.ศ.2493-2496 ความบอบช้ำยาวนานทำให้เกาหลีเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลกในเวลานั้น ต่อมาก็ยังเผชิญภัยเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพร้อมไทยในปี พ.ศ.2540

แต่วันนี้ดินแดนโสมสร้างปรากฏการณ์ที่เรียกขานว่า "มหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำฮัน" จากการฝ่าวิกฤตขึ้นมายืนแถวหน้าได้เร็วอย่างก้าวกระโดด ที่น่าทึ่งคือพลเมืองเกาหลีใต้ 50 ล้านคน สร้างชาติซึ่งไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมาเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าตีตลาดโลกเป็นลำดับต้นๆ ด้วยนวัตกรรมล้ำยุคควบคู่ไปกับสินค้าที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรืองมิได้อยู่ที่ค้นหาองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่พยายามหาสมดุลของความทันสมัยทางเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณและภูมิปัญญาดั้งเดิม

คนเกาหลีใต้พูดอย่างภูมิใจว่าความสำเร็จนี้มาจากพลังที่ดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูชาติด้วยการศึกษาวันที่เป็นอิสระจากญี่ปุ่นนั้น แทบไม่มีชาวเกาหลีที่มีการศึกษาสูงพอที่จะเป็นครูได้เลย ชาวเกาหลีไม่รู้หนังสือและอ่านไม่ออกถึง 78% แต่ด้วยความมุ่งมั่น รัฐบาลเร่งปฏิรูปการศึกษาจริงจังจนขจัดภาวะไม่รู้หนังสือได้ในปี พ.ศ.2532 เกาหลีเพิ่มจำนวนคนรู้หนังสือขึ้นมาได้ถึง 93% และมีจำนวนผู้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาสูงสุดในกลุ่มประเทศ OECD คือ 65% ของประชากรอายุ 25-34 ปี

เราจะเห็นคุณลักษณะของคนเกาหลีใต้ที่ประเทศอยากให้เป็น และรัฐได้ออกแบบการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการของชาติ ใน พ.ร.บ.การศึกษาของเขาฉบับปัจจุบัน ที่ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2551 มีเพียง 3 หมวด 29 มาตรา แต่ดลบันดาลความเปลี่ยนแปลงได้จริงเมื่อเทียบกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติของไทยซึ่งมี 9 หมวด 78 มาตรา กฎหมายการศึกษาของเกาหลีใต้และของญี่ปุ่นคล้ายคลึงในหลายประเด็น

ที่น่าสนใจคือมาตราที่ว่าด้วยSchool education และ Social Education แปลตรงตัวว่าการจัดการเรียนรู้ในสังคม ซึ่งก็คือการจัดการศึกษาตลอดชีวิต

เรื่องการจัดการเรียนรู้ในสังคมจะกระจ่างขึ้นเมื่ออ่าน พ.ร.บ.การศึกษาของญี่ปุ่น ที่ใช้เมื่อ พ.ศ.2549 (ปรับปรุงจาก พ.ศ.2490) หมวดแรกว่าด้วยจุดมุ่งหมายและหลักการเขียนว่า "การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาบุคลิกภาพเต็มที่ บ่มเพาะให้พลเมืองสุขภาพดีทั้งจิตใจและร่างกาย เปี่ยมด้วยคุณสมบัติจำเป็นต่อการสร้างรัฐและสังคมที่สงบสุขและเป็นประชาธิปไตย" และในมาตรา 3 "จะต้องสร้างสังคมให้เอื้อต่อการที่ประชาชนจะเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตทุกโอกาส ทุกสถานที่ และสามารถประยุกต์ใช้ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ตลอดชีวิตนี้เพื่อความงอกงามส่วนบุคคลและเพื่อการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์"แล้วจึงเขียนหลักการพื้นฐานของการจัดการศึกษาครอบคลุมทั้งชีวิตมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัย โรงเรียน (School Education) ครอบครัว (Education in the Family) มหาวิทยาลัย การศึกษาในสังคมนอกโรงเรียน (Social Education) การจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการเมือง Political Education และศาสนา (Religious Education) แล้วเขียนเรื่อง Social education ในมาตรา 12 ว่า

"(1) รัฐบาลกลางและท้องถิ่นต้องส่งเสริมสังคมการเรียนรู้ที่สนองต่อบุคคลและชุมชนในภาพรวม

(2)รัฐบาลกลางและท้องถิ่นต้องพยายามส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในสังคมด้วยการจัดตั้งห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา เปิดให้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ และได้มีข้อมูลที่เพียงพอ"

กฎหมายแม่บทการศึกษาของเกาหลี เขียนทำนองเดียวกันในหมวดว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษา นอกจากเรื่องปฐมวัยและการอาชีวศึกษาแล้ว ก็มีมาตราว่าด้วยการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง จริยธรรมด้านการเรียนรู้ สุขภาวะทางเพศ การศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้มีความสามารถพิเศษ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม พลศึกษาที่โรงเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

มาตรา 10 ว่าด้วยการจัดการศึกษาในสังคมนอกโรงเรียนกำหนด "ให้ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในสังคมทุกรูปแบบเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต" และรับรองว่าการสำเร็จจากการศึกษาในรูปแบบนี้เท่าเทียมกับการจบการศึกษาจากโรงเรียน กฎหมายมาตรานี้ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ หากเกิดผลเป็นรูปธรรมงดงามทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รัฐบาลกลาง ท้องถิ่น และภาคเอกชน สร้างและบริหารแหล่งเรียนรู้ให้มีชีวิตตลอดเวลา โรงเรียนเกาหลีให้ครูพาเด็กไปค้นหาความรู้ตามวัด พิพิธภัณฑ์ พร้อมใบงานเดือนละ 2 ครั้ง เขาถือว่าประเทศเจริญได้เพราะเรียนรู้ประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ อดีตทำให้รู้ว่าในอนาคตต้องทำอะไรบ้าง เกาหลีใต้จึงมีพิพิธภัณฑ์มารยาทด้วยให้เยาวชนเรียนรู้เรื่องชุดประจำชาติ มารยาทการรับประทานอาหาร การปฏิบัติตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ

เมื่อดู พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 และ พ.ศ.2553 เขียนเรื่องเดียวกันไว้ในหมวด มาตรา 25 ว่า "รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ" ก็อยู่ที่สังคมจะตัดสินว่ารัฐได้ดำเนินการตามนี้หรือไม่ อย่างไร

ในเกาหลีใต้ รัฐบาลกลางและท้องถิ่นเปิดห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ใหญ่เล็กทุกปี เร็วๆ นี้รัฐบาลประกาศว่าจะเปิดห้องสมุดเพิ่มปีละ 50 แห่ง จนมี 1,100 แห่งใน พ.ศ.2561 เมื่อปี 2557 ก็เปิดห้องสมุดแห่งชาติสาขาที่ 2 ราว 21,000 ตร.ม. รูปทรงหนังสือโบราณ ที่เมืองเซจง ซึ่งเป็นศูนย์ราชการให้ข้าราชการค้นคว้าประกอบการเขียนแผนงาน และแบ่งพื้นที่เป็นห้องสมุดประชาชนด้วย

ปีเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นดงแดมุนในกรุงโซลเปิด Dongdaemun Design Lab ศูนย์เรียนรู้ด้านการออกแบบแฟชั่น มีพื้นที่สำหรับนิทรรศการและศูนย์ประชุมขนาดยักษ์ 85,000 ตร.ม. ซึ่งออกแบบโดยจ้างซาฮา ฮาดิด สถาปนิกระดับโลก

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว รับผิดชอบภารกิจสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ในสังคม เป็นการสร้าง "Creative Korea" เพื่อ "ความสุขของประชาชน และเพื่อเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลก" พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดล้วนมีผู้ใช้บริการคึกคัก พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีและพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยาแห่งชาติติดอันดับ 20 แห่งที่นักท่องเที่ยวเข้าชมมากที่สุดในโลกมาหลายปีแล้ว

โลกเห็นความโดดเด่นของเกาหลีใต้ที่ผลPISA คะแนนอยู่ระดับเลขตัวเดียวครองแถวหน้าของโลกอย่างต่อเนื่องทุกด้านตั้งแต่ปีแรกเมื่อ ค.ศ.2003 จนปีล่าสุดเมื่อ ค.ศ.2012 วัดผล PISA ครั้งแรก เกาหลีใต้ประเดิมเป็นที่ 3 ด้านเลข ที่ 4 ด้านวิทยาศาสตร์ ที่ 2 ด้านการอ่าน และที่ 1 ด้านการแก้ปัญหา ปี ค.ศ. 2006 เป็นที่ 1 ด้านการอ่าน หากวัดค่าเฉลี่ยและงบประมาณด้านการศึกษาแล้ว โออีซีดีกล่าวว่าเกาหลีใต้มาอันดับหนึ่ง และเด็กเกาหลีมีความสามารถเป็นเลิศด้านการคิดวิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากสิ่งที่อ่าน อีกทั้งสามารถอ่านได้อย่างต่อเนื่อง

ความสามารถด้านการอ่านของเด็กเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดในวันเดียวตั้งแต่ผู้นำจนถึงพ่อแม่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่านมานานร่วมยี่สิบปีแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้เห็นความจำเป็นของการสร้างระบบที่เสมือนเป็นโครงข่ายถนนแห่งปัญญาของประเทศเพื่อนำความรู้ไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงแนบแน่นไปกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ แผนแม่บทส่งเสริมระบบห้องสมุดและการอ่านของประเทศขับเคลื่อนอย่างจริงจังเป็นระบบทุกองคาพยพตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 โดยมีเป้าหมายให้ห้องสมุดนำพาสติปัญญาแก่ประชาชนทุกวัย โดยเพิ่มและปรับปรุงห้องสมุดเชิงปริมาณและคุณภาพทั้งห้องสมุดประชาชนและห้องสมุดโรงเรียน

เป็นการบูรณาการการทำงานที่ประสานระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่นระหว่างกระทรวงศึกษาธิการฯและกระทรวงวัฒนธรรมฯ ภาคประชาสังคมทั้งอาสาสมัตรและเอกชน จนวันนี้การอ่านแทรกเข้าไปอยู่ในทุกอณูของสังคม

การกำหนดให้ประเทศเป็นผู้นำโลกด้านไอทีสะท้อนชัดว่าเกาหลีใต้มองแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้สอดรับกับทั้งแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ จึงเป็นประเทศแรกที่เดินสายอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ออพติกไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาหนังสือเรียนดิจิตอลให้โรงเรียนได้ใช้ฟรี การลงทุนสร้างห้องสมุดดิจิตอลแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2543 และเปิดบริการอีก 8 ปีต่อมา ได้สร้างงานด้านไอทีให้หนุ่มสาวจำนวนมากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

ถนนแห่งปัญญาไม่ได้ว่างเปล่าเลยในเกาหลีใต้  

 

ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 23 ธันวาคม 2558

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> ที่เกาหลีใต้? เขาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยถนนแห่งปัญญา , , ที่เกาหลีใต้? , เขาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยถนนแห่งปัญญา << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!

≡ เรื่องล่าสุดในหมวดหมู่นี้ ≡
การศึกษาไทย…ไปถึงไหนแล้ว?? ผู้เขียน สหัส แก้วยัง☕ คลิกอ่านเลย
การศึกษาไทย…ไปถึงไหนแล้ว?? ผู้เขียน สหัส แก้วยัง
เปิดอ่าน 7,624 ครั้ง
การจัดการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อแสวงหาแนวทาง ‘ปฏิรูป’ ผู้เขียน ดร.พีระพงษ์ สิทธิอมร☕ คลิกอ่านเลย
การจัดการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อแสวงหาแนวทาง ‘ปฏิรูป’ ผู้เขียน ดร.พีระพงษ์ สิทธิอมร
เปิดอ่าน 5,717 ครั้ง
ศึกสายเลือด ศธ. : เกมชิงอำนาจที่มีแต่ “ผู้แพ้”?? ผู้เขียน จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ☕ คลิกอ่านเลย
ศึกสายเลือด ศธ. : เกมชิงอำนาจที่มีแต่ “ผู้แพ้”?? ผู้เขียน จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ
เปิดอ่าน 11,369 ครั้ง
ข้อคิดและข้อควรระวังในการบริหารสถานศึกษา☕ คลิกอ่านเลย
ข้อคิดและข้อควรระวังในการบริหารสถานศึกษา
เปิดอ่าน 14,612 ครั้ง
ถอดบทเรียน ครอบครัว-การศึกษา สร้าง “เด็ก” เเตกต่าง “เก่ง” ในทางของตัวเอง☕ คลิกอ่านเลย
ถอดบทเรียน ครอบครัว-การศึกษา สร้าง “เด็ก” เเตกต่าง “เก่ง” ในทางของตัวเอง
เปิดอ่าน 16,190 ครั้ง

Advertisement
Advertisment

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายครูหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายครู
เปิดอ่าน 16,274 ครั้ง
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เปิดอ่าน 14,430 ครั้ง
ขจัดไขมันบนพุงด้วยการแขม่วท้องขจัดไขมันบนพุงด้วยการแขม่วท้อง
เปิดอ่าน 10,569 ครั้ง
อะโดบีเผยเอเชีย-แปซิฟิกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเติบโตสูงสุดในโลกอะโดบีเผยเอเชีย-แปซิฟิกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเติบโตสูงสุดในโลก
เปิดอ่าน 2,759 ครั้ง
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมสัมมนาการรับนักเรียนปีการศึกษา 2556ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมสัมมนาการรับนักเรียนปีการศึกษา 2556
เปิดอ่าน 6,860 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


เว็บไซต์พันธมิตร

  • IELTS
  • TOEIC Online
  • chulatutor
  •  
     
    สนามเด็กเล่น
    เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
    หมวดหมู่เนื้อหา
    [ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]
    ข่าวล่าสุด

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.


    Design by : kroobannok.com


    ครูบ้านนอกดอทคอม
    เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
    ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    ครูอดิศร ก้อนคำ
    ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

    Tel : 081-3431047

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email1 : kornkham@hotmail.com

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

    Google+
    ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
    ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
    ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
    ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม